Rattinan Clinic รัตตินันท์คลินิก

ผ่าตัดกระเพาะลดน้ำหนัก

การลดน้ำหนักสามารถทำได้หลายวิธี ไม่ว่าจะเป็นการออกกำลังกาย การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ และการ ผ่าตัดกระเพาะลดน้ำหนัก เองก็เป็นอีกหนึ่งในวิธีลดน้ำหนัก ถึงแม้ว่าจะยังไม่เป็นที่รู้จักมากนักในประเทศไทย เนื่องจากยังไม่มีคนที่มีน้ำหนักตัวเกินกว่า 100 กิโลกรัมในประเทศไทยมากนัก แต่การผ่าตัดกระเพาะลดน้ำหนักนั้นได้มีมานานกว่า 20 ปี และได้รับการยอมรับจากต่างชาติ

เช่น ประเทศออสเตรเลีย ที่มีการผ่าตัดกระเพาะเพื่อลดน้ำหนักมากกว่า 10,000 ราย/ปี ดังนั้นแล้วเรียกได้ว่า การผ่าตัดกระเพาะเพื่อลดน้ำหนักเองไม่ใช่เรื่องใหม่ อีกทั้งยังถือว่าเป็นการรักษาแบบมาตรฐาน โดยเฉพาะเพื่อการรักษาโรคเรื้องรังอื่นๆ เช่น โรคหยุดหายใจขณะหลับ, โรคเบาหวาน, โรคความดัน เป็นต้น

การผ่าตัดเพื่อลดน้ำหนัก รัตตินันท์คลินิก

การผ่าตัดกระเพาะลดน้ำหนักเหมาะกับใคร

การผ่าตัดกระเพาะลดน้ำหนัก เหมาะสำหรับ

1. ผู้ที่มีน้ำหนักตัวมากกว่า 100 กิโลกรัมขึ้นไป

2. ผู้ที่มีน้ำหนักตัวมากกว่ามาตรฐาน 45 กิโลกรัม ขึ้นไป หรือมีดัชนีมวลกายมากกว่า 40 กก./ตร.ม.

3. ผู้ที่มีดัชนีมวลกายมากวก่า 35 กก./ ตร.ม. ที่มีโรคแทรกซ้อน เนื่องจากน้ำนหนักตัวมากเกินไปเป็นต้น เช่น เบาหวาน , ความดัน , หยุดหายใจขณะหลับ

หากเข้าข่าย 3 ข้อข้างต้น และเคยทดลองการลดน้ำหนักด้วยวิธีอื่น แล้วไม่ได้ผล และประเมินแล้วว่า การปล่อยให้น้ำหนักเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จะส่งผลเสียต่อสุขภาพได้ในภายหลัง เนื่องจากในทางสถิติแล้วพบว่าผู้ที่มีน้ำหนักเกินส่วนใหญ่แล้วมีแนวโน้มที่จะมีน้ำหนักเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่ผู้ที่สามารถลดน้ำหนักได้นั้นจะมีเพียงแค่ 3% เท่านั้น ดังนั้นการผ่าตัดลดน้ำหนักจึงเข้ามาเป็นอีกหนึ่งตัวเลือก ที่หลายคนตัดสินใจที่จะทำนั้นเองค่ะ

ผ่าตัดกระเพาะลดน้ำหนักได้จริง

“ผลลัพท์อาจแตกต่างกันในแต่ละบุคคล”

การผ่าตัดกระเพาะลดน้ำหนัก ได้ผลจริงหรือไม่?

เนื่องจากการผ่าตัดลดน้ำหนัก จะทำให้กระเพาะมีขนาดเล็กลง ส่งผลให้สามารถรับประทานอาหารได้น้อยลง ทำให้มีส่วนช่วยให้น้ำหนักลดลงได้ ในขณะเดียวกันผู้ที่เข้ารับการผ่าตัดก็ควรที่จะมีการออกกำลังกาย ควบคู่ไปกับการเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ เพื่อสุขภาพที่ดีด้วยนะคะ ส่วนในเรื่องของผลลัพธ์หลังการผ่าตัดก็ขึ้นอยู่กับผู้รับการผ่าตัด โดยอาจจะได้ผลลัพธ์ไม่เท่ากันในแต่ละรายค่ะ

ข้อดีของการผ่าตัดกระเพาะอาหาร

การผ่าตัดลดน้ำหนักอันตราย หรือไม่?

การผ่าตัดกระเพาะลดน้ำหนักในปัจจุบันมีความปลอดภัยมากขึ้น เนื่องจากความก้าวหน้าของเทคโนโลยี ทำให้การผ่าตัดกระเพาะเพื่อลดน้ำหนักในปัจจุบันสามารถทำการผ่าตัดแบบสอดกล้อง ซึ่งทำให้บาดแผลมีขนาดเล็ก มีความเจ็บน้อย และสามารถฟื้นตัวได้เร็ว รวมถึงช่วยลดความเสี่ยงในการผ่าตัดนั้นเองค่ะ

ผ่าตัดกระเพาะเพื่อลดน้ำหนัก

เทคโนโลยีการผ่าตัดกระเพาะลดน้ำหนัก

การผ่าตัดกระเพาะลดน้ำหนักในปัจจุบันสามารถทำได้ 4 รูปแบบ นั้นคือ

  1. การใส่บอลลูนในกระเพาะ
  2. การใส่ห่วงรัดกระเพาะ
  3. การตัดกระเพาะบางส่วนแบบสลีฟ
  4. การตัดกระเพาะแบบบายพาส

ส่วนการตัดสินใจว่าจะเลือกทำการผ่าตัดกระเพาะลดน้ำหนักรูปแบบไหนนั้น ควรเข้ามาปรึกษา และรับคำแนะนำจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโดยตรง เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด และปลอดภัยที่สุด เข้ากับร่างกายของแต่ละบุคคลโดยเฉพาะ

การผ่าตัดกระเพาะที่รัตตินันท์คลินิกดีกว่าที่อื่นอย่างไร?

  1. ได้รับคำแนะนำ และคำปรึกษา จากทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
  2. ได้รับการผ่าตัดโดยตรงจากทีมศัลยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านทางเดินอาหาร และการผ่าตัดโรคอ้วนจากสหรัฐอเมริกา
  3. ได้รับการดูแลหลังการผ่าตัดจากทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านอายุรกรรมโรคอ้วน และเบาหวานโดยตรง
  4. ผ่าตัดในโรงพยาบาลที่มีมาตรฐานที่ได้เลือกไว้ เพราะต้องค้างคืน
  5. มีการติดตามผลและดูแลหลังการผ่าตัดนานถึง 1 ปี
  6. รัตตินันท์คลินิกมีมาตรฐานในการรักษาที่สามารถเชื่อถือได้ และได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ สังเกตได้จากมีชาวต่างชาติเดินทางมาเข้ารับการรักษา และขอคำปรึกษาจากรัตตินันท์คลีนิกอย่างต่อเนื่อง และสม่ำเสมอตลอดระยะเวลาที่คลีนิกเปิดดำเนินการ

การใส่บอลลูนในกระเพาะ

การใส่บอลลูนในกระเพาะอาหาร (Intragastric Balloon) ไม่ถือว่าเป็นการผ่าตัด เหมาะสำหรับ ผู้ที่อยากจะลดน้ำหนัก ลดความอ้วน หรือควบคุมน้ำหนัก แต่ไม่สามารถควบคุมอาหารไม่ได้ และไม่อยากผ่าตัด หรือผู้ที่มีน้ำหนักมาก มีภาวะเสี่ยงทำให้ยังไม่สามารถทำการผ่าตัดใดๆ ได้เลย ต้องทำการใส่บอลลูนในกระเพาะก่อนให้ช่วยในการลดน้ำหนักลง เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนเข้ารับการผ่าตัดต่อไป เนื่องจากบอลลูนที่ใส่เข้าไปในกระเพาะอาหาร จะทำให้รู้สึกอิ่ม และรับประทานอาหารได้น้อยลงนั้นเองค่ะ โดยการผู้ป่วยสามารถเอาบอลลูนออกได้ เมื่อได้ผลลัพธ์ที่ต้องการ หรือเมื่อครบ 1 ปีค่ะ

บอลลูนลดความอ้วน

วิธีการใส่บอลลูนในกระเพาะ

  1. วิสัญญีแพทย์ทำการฉีดยานอนหลับ
  2. ทำการพ่นยาชาที่คอ เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ป่วยรู้สึกคลื่นไส้ และขย้อนบอลลูนออกมาในระหว่างการรักษา
  3. ศัลยแพทย์ทำการสอดใส่บอลลูนซิลลิโคนผ่านทางปาก
  4. เมื่อบอลลูนอยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสม แพทย์จะทำการฉีดน้ำเกลือผสมสีเข้าไป ประมาณ 350-700 CC

จะเห็นได้ว่า วิธีการใส่บอลลูนในกระเพาะอาหาร ไม่จำเป็นต้องมีการผ่าตัดใดๆ ทำให้ไม่มีบาดแผล และสามารถฟื้นตัวได้เร็วกว่าการผ่าตัดกระเพาะลดน้ำหนักในรูปแบบอื่น เนื่องจากวิธีการทำคล้ายกับวิธีการส่องกล้องตรวจกระเพาะทั่วๆไป โดยคนไข้สามารถกลับบ้านได้เลยหลังจากพักฟื้น 1-2 ชั่วโมง

ผลข้างเคียงหลังการใส่บอลลูนในกระเพาะอาหาร

คนไข้อาจจะรู้สึกคลื่นไส้ หลังจากผ่านไป 5-8 ชั่วโมง เนื่องจากร่างกายต้องการขย้อนบอลลูนออกมา และจะเป็นอยู่ประมาณ 3-4 วันแรก โดยในระยะแรกอาจจะมีอาการที่มาก จากนั้นอาการจะดีขึ้นเรื่อยๆ

ข้อดีของการใส่บอลลูนในกระเพาะอาหาร

  1. ไม่ต้องนอนโรงพยาบาล
  2. ไม่แผล ไม่เจ็บ
  3. มีความเสี่ยงต่ำมาก
  4. อิ่มเร็ว อิ่มนาน
  5. สามารถลดน้ำหนักเฉลี่ย ได้ถึง 24 กิโลกรัม ภายใน 1 ปี
  6. สามารถทำซ้ำได้อีก
  7. สามารถเพิ่มขนาดของบอลลูน

ข้อเสีย และความเสี่ยงของการทำบอลลูนในกระเพาะอาหาร

  1. เมื่อน้ำหนักลงได้สักระยะ 4-6 เดือน มีโอกาสที่จะไม่รู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงทำให้ต้องมาเพิ่มน้ำเกลืออีกครั้ง ทำให้อาจจะต้องเสียค่าใช้จ่ายหลายครั้ง
  2. อาจเกิดแผลในกระเพาะอาหาร
  3. ภาวะเลือดออกในกระเพาะอาหาร (Bleeding ‹1%)
  4. การเกิดภาวะอุดตันในกระเพาะอาหาร (obstruction ‹1%)

ภาวะดังกล่าวไม่ร้ายแรงถึงขั้นเสียชีวิต เมื่อติดต่อแพทย์ ก็สามารถทำการแก้ไขได้

การใส่ห่วงรัดกระเพาะ

การใส่ห่วงรัดกระเพาะ เป็นอีกหนึ่งวิธีในการ ผ่าตัดกระเพาะเพื่อลดน้ำหนัก โดยการส่องเครื่องมือผ่านแผลขนาดเล็กบริเวณหน้าท้อง เพื่อเข้าไปรัดส่วนบนของกระเพาะอาหาร ทำให้อาหารถูกกักไว้ ส่งผลให้รู้สึกอิ่มเร็ว รับประทานได้น้อยลง ทำให้น้ำหนักลดลง

ใส่ห่วงรัดกระเพาะ

“ผลลัพท์อาจแตกต่างกันในแต่ละบุคคล”

เครื่องมือที่ใช้ในการผ่าตัดใส่ห่วงรัดกระเพาะ ถูกออกแบบมาเพื่อใช้กับวิธีผ่าตัดส่องกล้องโดยเฉพาะ ทำด้วยซิลิโคนที่มีส่วนประกอบ 3 ส่วน คือ ส่วนที่ 1 อุปกรณ์คล้ายเข็มขัด ซึ่งจะถูกรัด เข้ากับส่วนต้นของกระเพาะอาหาร, ส่วนที่ 2 เป็นสายยาง ซึ่งเป็นท่อติดต่อ ระหว่างส่วนที่ 1 กับส่วนที่ 3, สำหรับส่วนที่ 3 เป็นกระเปาะสามารถ ปรับได้โดยใช้เข็มแทงเพื่อดูดน้ำเกลือ ออกจากภายนอกเพื่อปรับให้เข็มขัด(ส่วนที่ 1)โป่งหรือแฟบ โดยส่วนนี้ใช้วางอยู่ใต้ผิวหนังหน้าท้อง

ข้อดีของการใส่ห่วงรัดกระเพาะเพื่อลดน้ำหนัก

  1. แผลมีขนาดเล็ก
  2. ใช้ระยะเวลาพักฟื้นไม่นาน
  3. ไม่เจ็บมาก
  4. นอนโรงพยาบาลเพียง 1 คืน
  5. สามารรถเปลี่ยนใจเลิกทำได้
  6. สามารถปรับขนาดได้ตามต้องการ

ข้อเสียของการใส่ห่วงรัดกระเพาะเพื่อลดน้ำหนัก

  1. ถ้าห่วงมีขนาดเล็กมากเกินไป จะทำให้รับประทานได้น้อย และมีอาการอาเจียน
  2. ถ้าห่วงหลวมมากเกินไป ก็จะกินได้ปกติ ทำให้น้ำหนักไม่ลด
  3. เนื่องจากห่วงมีขนาดเล็ก ทำให้ต้องรับประทานของเหลวเป็ฯหลัก
  4. ในระยะยาวน้ำหนักอาจจะไม่ลด เกิดความรู้สึกเบื่อ
  5. ห่วงอาจจะหลุด หรือเลื่อน
  6. คนไข้อาจจะเรียนรู้วิธีการกินของที่ชอบ และทานได้ปกติเรื่อยๆ หรืออ้วนขึ้นจากการทานแอลกอฮอล์ ซึ่งสามารถผ่านห่วงลงไปได้
  7. การปรับขนาดห่วงให้เหมาะสมทำได้ยาก
  8. เป็นการผ่าตัดที่มีค่าใช้จ่ายสูงสุด เนื่องจากต้องมีการตรวจเช็ค และปรับห่วง บ่อยครั้ง

จากข้อเสียดังกล่าว ทำให้การผ่าตัดใส่ห่วงรัดกระเพาะอาหาร ได้รับความนิยมน้อยลงในปัจจุบัน เนื่องจากมีปัญหาจากการใส่ห่วงรัด หรือน้ำหนักลดน้อยลงกว่าที่คาดหวังไว้ ทำให้มีคนไข้จำนวนน้อยที่สามารถใส่ห่วงได้ในระยะยาว โดยส่วนมากแล้วทางรัตตินันท์คลินิกจะมีผู้เข้ามารับบริการเอาห่วงออก และทำการรักษาในรูปแบบอื่นที่ได้ผลดี และมีประสิทิภาพมากกว่านั้นเองค่ะ

การผ่าตัดกระเพาะลดน้ำหนักแบบสลีฟ

การผ่าตัดกระเพาะลดน้ำหนักแบบสลีฟ (Laparoscopic Sleeve Gastrectomy – LSG)

ถูกออกแบบมาสำหรับคนไข้ที่อ้วนมาก และไม่สามารถทำ การผ่าตัดลดน้ำหนักแบบบายพาส ที่ถือเป็นวิธีมาตรฐานได้ จึงจำเป็นต้องผ่าตัดแบบสลีฟเพื่อให้น้ำหนักลดก่อนนั้นเองค่ะแต่หลังจากทำการผ่าตัดคนไข้ส่วนใหญ่มีความพึงพอใจ และชอบผลลัพธ์การผ่าตัดกระเพาะลดน้ำหนักแบบสลีฟเป็นอย่างมาก

เนื่องจากการผ่าตัดกระเพาะลดน้ำหนักแบบสลีฟ คือ การผ่าตัดเอากระเพาะออกไปประมาณ 80% ซึ่งรวมถึงส่วนที่ผลิตฮอร์โมนที่ควบคุมความหิวออกไปนั้นเองค่ะ ทำให้ผู้เข้ารับการผ่าตัดสามารถรับประทานอาหารได้น้อยลง และสามารถลดน้ำหนักได้มากถึง 40-60% จากน้ำหนักตั้งต้น  อีกทั้งยังเป็นการรักษาโรค เช่น เบาหวาน ไขมัน ความดัน หยุดหายใจขณะหลับได้ด้วยค่ะ

ผ่าตัดลดอ้วนแบบสลีฟ ที่ไหนดี

“ผลลัพท์อาจแตกต่างกันในแต่ละบุคคล”

ดังนั้นการผ่าตัดกระเพาะลดน้ำหนักแบบสลีฟจึงได้รับการรับรองจากสถาบันทางการแพทย์หลายแห่งทั่วโลก ให้เป็นการรักษาทางเลือกสำหรับผู้ที่เป็นโรคอ้วน และโรคเรื้อรังจากโรคอ้วน ซึ่งการผ่าตัดกระเพาะลดน้ำหนักสามาทำได้ตั้งแต่อายุ 15 ปีขึ้นไป หากได้รับความเห็นชอบทางการแพทย์ กุมารแพทย์ และผู้ปกครอง ถึงประโยชน์ และความเสี่ยงที่อาจจะได้รับค่ะ

วิธีการผ่าตัดกระเพาะลดน้ำหนักแบบสลีฟ

แพทย์จะส่องกล้องผ่านแผลขนาดเล็กบริเวณหน้าท้อง 3-5 แผล จากนั้นศัลยแพทย์จะใช้ตัวตัดกระเพาะอัตโนมัติ (stapler) ตัดกระเพาะและเย็บกระเพาะในคราวเดียวกัน  เป็นเครื่องมือชนิดพิเศษนำเข้าจากสหรัฐอเมริกา โดยที่รัตตินันท์คลินิกจะไม่ใช้วิธีการตัด และเย็บแบบเดิม   จากนั้นทำการดึงกระเพาะส่วนที่จะทำการตัดออกประมาณ 80% ผ่านรอยแผลบริเวณสะดือ โดยกระเพาะที่เหลืออยู่จะมีขนาดประมาณ 100-150 ซีซีเท่านั้น

ระยะเวลาที่ใช้ในการผ่าตัดกระเพาะลดน้ำหนักแบบสลีฟ

การผ่าตัดจะใช้ระยะเวลาประมาณ 2 ชั่วโมง และพักฟื้นประมาณ 3-4 วัน ค่ะ เนื่องจากทางรัตตินันท์คลินิก เรามีบริการพิเศษเพื่อความปลอดภัย ผู้ป่วยจะได้รับการตรวจสแกนกระเพาะ เพื่อตรวจสอบความเรียบร้อย และยืนยันว่าไม่มีรอยรั่วของแผลผ่าตัดที่กระเพาะ ก่อนการกลับบ้านค่ะ

ข้อดีของการผ่าตัดกระเพาะลดน้ำหนักแบบสลีฟ

  1. มีความรู้สึกหิวน้อยลง เนื่องจากถูกผ่าตัดส่วนที่ผลิตฮอร์โมนควบคุมความหิวออกไปแล้ว
  2. น้ำหนักลดลงอย่างต่อเนื่อง และรวดเร็ว
  3. เป็นการช่วยบรรเทาอาการของโรคเรื้อรังที่เกิดจากความอ้วน เช่น เบาหวาน , ความดัน เป็นต้น
  4. เมื่อพ้นระยะการปรับตัวคนไข้จะสามารถกลับมากินอาหารได้ตามปกติ  แต่กินในปริมาณน้อยลงมาก

ข้อเสียของการผ่าตัดกระเพาะลดน้ำหนักแบบสลีฟ

  1. ไม่สามารถทำกับผู้ที่เป็นโรคกรดไหลย้อนได้
  2. ไม่เหมาะสำหรับผู้ที่เคยผ่าตัดกระเพาะลดน้ำหนักแบบใส่ห่วงมาก่อน (ถ้าเคยผ่าตัดกระเพาะลดน้ำหนักแบบใส่ห่วง ต้องผ่าตัดกระเพาะแบบบายพาสเท่านั้นค่ะ)
  3. ความเสี่ยงจากการผ่าตัดจะมีมากขึ้น ถ้าแพทย์ไม่เชี่ยวชาญมากพอ หรือ คนไข้มีน้ำหนักมากเกินไปโดยไม่เตรียมตัวก่อน
  4. หลังการผ่าตัดใหม่ๆ ในสองอาทิตย์ ต้องรับประทานอาหารเหลวก่อนเท่านั้น จนกว่าจะพ้นสองอาทิตย์แรก  ปัญหาส่วนใหญ่ที่เกิดขึ้น คือจุดนี้ คนไข้ไม่ทำตาม อยากกินอาหารแข็ง หรือมีคนชวนกิน ทำให้รอยแผลปริแยก แตก และอาจเสียชีวิตได้ตามข่าวต่างๆ

การผ่าตัดกระเพาะแบบบายพาส

การผ่าตัดกระเพาะแบบบายพาส (Laparoscopic REY Byprass gastrectomy)

หรือ Roux-en-Y gastric bypass (RYGB) คือ การผ่าตัดกระเพาะเพื่อลดน้ำหนักที่เป็นรูปแบบมาตรฐานที่สุด โดยจะเพิ่มการผ่าตัดลำไส้ส่วนที่ดูดซึมน้ำตาลออกด้วยบางส่วน ทำให้ลดน้ำหนักได้มาก และนาน และยังทำให้กระเพาะไม่เกิดแรงดันสูง ซึ่งเหมาะกับการผ่าตัดสำหรับผู้ที่ป่วยเป็นโรคกรดไหลย้อน หรือผู้ป่วยที่เป็นโรคที่ไม่สามารถทำการผ่าตัดแบบสลีฟได้

การผ่าตัดล้ำน้ำหนักแบบ bypass bmc

วิธีการผ่าตัดกระเพาะแบบบายพาส

การผ่าตัดกระเพาะแบบบายพาส จะใช้วิธีการสอดกล้องเช่นเดียวกับการผ่าตัดกระเพาะแบบสลีฟ โดยจะทำการผ่าแผลขนาดเล็กบริเวณหน้าท้อง จากนั้นแพทย์จะทำการสอดใส่เครื่องมือเข้าไป เพื่อทำการผ่าตัด โดยต่างจากสลีฟคือมีการตัดและต่อใหม่เพิ่มขึ้นอีกจุด โดยตัดกระเพาะออก เอามาต่อกับลำไส้ส่วนที่สอง ข้าม(บายพาส) ลำไส้ส่วนแรกไป

ข้อดีของการผ่าตัดกระเพาะแบบบายพาส

  1. สามารถลดน้ำหนักได้มากที่สุด
  2. สามารถรักษาโรคเบาหวานได้ ในรายที่พึ่งเป็นไม่นาน และยังเป็นไม่มากนัก
  3. ความรู้สึกหิวน้อยลง ถึงไม่มีเลย
  4. เป็นทางเลือกในการแก้ไขปัญหากรณีผ่าตัดแบบอื่นๆแล้วไม่ได้ผล

ข้อเสียของการผ่าตัดกระเพาะแบบบายพาส

  1. เป็นการผ่าตัดที่ค่อนข้างซับซ้อน ตัดต่อหลายจุด ใช้เวลานานขึ้น
  2. อาจมีโรคแทรกซ้อนหลังการผ่าตัด หากแพทย์ไม่มีความเชี่ยวชาญมากพอ
  3. พบปัญหาในการดูดซึมสารอาหารได้ในบางราย (ซึ่งต้องแก้โดยการรับประทานวิตามิน หรืออาหารเสริมตามคำแนะนำของแพทย์)
  4. มีราคาสูงที่สุด

ผ่าตัดลดน้ำหนัก ที่ไหนดี

การเตรียมตัวก่อนเข้ารับการผ่าตัดกระเพาะลดน้ำหนัก

การผ่าตัดกระเพาะลดน้ำหนักต้องมีการเตรียมตัวก่อนการทำทั้งในเรื่องของร่างกาย และจิตใจ เพราะถือว่าเป็นเรื่องใหญ่มากเหมือนกันค่ะ ดังนั้นเพื่อให้ผู้เข้ารับการรักษามีความพร้อมก่อนที่จะทำการผ่าตัด และลดความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้น เช่น น้ำหนักตัวของผู้เข้ารับการผ่าตัด โดยผู้ที่มีน้ำหนักตัวมาก จะมีความเสี่ยงมากกว่าผู้ที่มีน้ำหนักตัวน้อย เป็นต้น ซึ่งขั้นตอนที่ผู้ป่วยจะต้องทำก่อนเข้ารับการผ่าตัดลดน้ำหนักมีดังต่อไปนี้ค่ะ

  1. ต้องมีการตรวจร่างกายอย่างละเอียดจากแพทย์ ล่วงหน้าไม่ต่ำกว่า 2 สัปดาห์ เพื่อเตรียมความพร้อมของร่างกายก่อนเข้ารับการผ่าตัด
  2. เข้ารับคำแนะนำด้านโภชนาการ
  3. ทดสอบสภาวะด้านจิตใจว่าพร้อมสำหรับการทำ และพร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมด้านการกิน หลังจากได้รับการผ่าตัด
  4. เข้ารับการประเมินภาวะของโรคที่เป็นอยู่ เพื่อยืนยันว่าสามารถควบคุม และพร้อมเข้ารับการผ่าตัดได้ เช่น โรคเบาหวาน โดยแพทย์จะให้ยาเพื่อลดน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในระดับไม่เกิน 150 มิลลิกรัมล่วงหน้าอย่างน้อย 1 อาทิตย์ เนื่องจากหลังผ่าตัดระดับน้ำตาลของผู้ป่วยมีอากาสสูงขึ้นถึง 2-3 เท่า ซึ่งเป็นผลมาจากความเครียดหลังผ่าตัด
  5. หยุดการสูบบุหรี่ก่อนการผ่าตัด 2-3 สัปดาห์ และต้องหยุดหลังการผ่าตัด เพราะการสูบบุหรี่จะทำให้ฟื้นตัวช้า และเพิ่มความเสี่ยงของปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้น
  6. แจ้งแพทย์ และพยาบาลหากไม่แน่ใจว่าตั้งครรภ์
  7. หากมีการรับประทานยา หรืออาหารเสริม ควรปรึกษาแพทย์ว่ายาชนิดใดสามารถรับประทานได้ หรือควรหยุดรับประทานยาชนิดใด
  8. งดน้ำ และอาหารหลังเที่ยงคืนก่อนวันที่จะรับการผ่าตัด หากมียาที่ต้องรับประทานตามแพทย์สั่งให้จิบน้ำน้อยๆ
  9. ในบางรายหากมีน้ำหนักตัวมากเกินไปอาจจะต้องลดน้ำหนักก่อนการทำการผ่าตัด ตามคำแนะนำของแพทย์ เพื่อลดความเสี่ยงในการผ่าตัด และทำให้สามารถผ่าตัดได้ดีขึ้น
  10. เริ่มปรับพฤติกรรมการกิน

ก่อนทำการผ่าตัดกระเพาะลดน้ำหนัก ผู้ที่สนใจควรหาข้อมูลให้พร้อมทุกด้าน หรือเข้ารับขอคำปรึกษาจากแพทย์ก่อนที่จะตัดสินใจเข้ารับการผ่าตัดค่ะ

การดูแลหลังเข้ารับการผ่าตัดกระเพาะลดน้ำหนัก

การผ่าตัดกระเพาะเพื่อลดน้ำหนัก จะต้องมีการดูแลตัวเองหลังการผ่าตัดที่เคร่งครัด เพื่อลดปัญหาและความเสี่ยง รวมถึงเพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีที่สุดค่ะ

การรั่วของบาดแผล (leak) เนื่องจากรับประทานอาหารที่ไม่ได้รับการแนะนำ ไม่ได้ทำตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด

  1. หลังผ่าตัดผู้ป่วยจะถูกนำมาที่ห้องพักฟื้น โดยอาจมีการใช้หน้ากากออกซิเจนเพื่อช่วยในการหายใจ ผู้ป่วยอาจยังมีความรู้สึกงัวเงียหลังจากรู้สึกตัวแล้ว
  2. ผู้ป่วยจะได้รับอาหารและสารน้ำทางเส้นเลือด ผ่านสายน้ำเกลือ จนกว่าผู้ป่วยจะรับประทานอาหารได้
  3. ขณะอยู่ในห้องพักฟื้น หากผู้ป่วยรู้สึกคลื่นไส้ ซึ่งเป็นเรื่องปกติ เนื่องจากกระเพาะมีขนาดเล็กลงอย่างมาก ผู้ป่วยควรนั่งตัวตรง หรือเดิน เพื่อช่วยลดอาการคลื่นไส้
  4. จะมีพยาบาลคอยตรวจเช็กชีพจรและวัดความดันโลหิตอย่างสม่ำเสมอ
  5. หลังการผ่าตัดจะได้รับการควบคุมอาหารทันที ซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญและจำเป็นอย่างยิ่ง
  6. ควรมาพบแพทย์ตามนัดอย่างสม่ำเสมอ

อาหารที่ควรรับประทานหลังการผ่าตัดกระเพาะลดน้ำหนัก

ในระยะแรกของการผ่าตัด ผู้ป่วยควรรับประทานเฉพาะอาหาร หรือเครื่องดื่มที่มีลักษณะเหลวใส ไม่มีกากใย ไม่มีแก๊ส และไม่ใส่น้ำตาล รวมถึงไม่มีส่วนผสมของคาเฟอีน เช่น

  • น้ำซุปใส
  • น้ำสมุนไพร (ที่ใช้น้ำตาลเทียม)
  • น้ำผลไม้ที่ผ่านการกรองกากใย และไม่ใส่น้ำตาล

ระยะที่ 2 (ช่วง 3-7 วันหลังการผ่าตัด)หากผู้ป่วยสามารถทนต่ออาหาร หรือเครื่องดื่มเหลวได้ โดยไม่มีอาการจุกแน่นท้อง หรือคลื่นไส้ อาจจะให้เริ่มรับประทานอาหาร หรือเครื่องดื่มที่มีเนื้อ หรือมีความข้นเพิ่มมากขึ้นได้ แต่ต้องมีโปรตีนสูง ไขมันต่ำ และไม่มีกากใย รวมถึงไม่ใส่น้ำตาล เช่น

  • ซุปข้นชนิดต่างๆ
  • นมจืด หรือนมพร่องมันเนย
  • น้ำเต้าหู้ ไม่ใส่น้ำตาล
  • โยเกิร์ตรสธรรมชาติ

ระยะที่ 3 (10-14 วัน หลังการผ่าตัด) ผู้ป่วยอาจจะเริ่มรับประทานอาหารอ่อน หรือย่อยง่าย คล้ายกับอาหารเด็ก ได้แล้ว หากสามารถรับประทานอาหาร หรือเครื่องดื่มเหลวข้นได้ เช่น

  • ไข่ตุ๋นหมูบด
  • ปลานึ่ง
  • เกี๊ยวน้ำ
  • แกงจืดเต้าหู้ไข่
  • ข้าวต้มปลา
  • โจ๊กหมูบด

ระยะที่ 4 (3-4 สัปดาห์หลังการผ่าตัด) หากสามารถทานอาหารอ่อนได้ดี ผู้ป่วยสามารถเริ่มทดแทนด้วยอาหารธรรมดาที่มีเนื้อหยาบข้นตามลำดับ แต่ถ้าผู้ป่วยยังมีอาการคลื่นไส้ ยังไม่สามารถรับประทานอาหารในระยะนี้ได้ ก็ยังสามารถรับประทารอาหารในระยะที่ 3 ต่อไปได้นะคะ หรือรับประทานระยะที่ 4 แล้วเกิดคลื่นไส้ ก็สามารถกลับไปรับประทานระยะที่ 3 ก็ได้เช่นกัน เนื่องจากผู้ป่วยไม่จำเป็นต้องเข้าในระยะที่ 4 ตามกำหนดที่แนะนำตามเวลา แต่ขึ้นอยู่กับความพร้อมของผู้ป่วยเป็นสำคัญนั้นเองค่ะ ควรเป็นอาหารธรรมดาที่ปรุงสุด โดยเน้นโปรตีนสูงเป็ฯหลัก สามารถเริ่มรับประทานผักนิ่มๆ ได้ ผลไม้ควรเรื่มทานเป็นผลไม้ปอกเปลือกในปริมาณน้อยๆ ก่อน เช่น

  • ไก่/หมูอบซอส
  • เสต็กปลา
  • ลาบหมู หรือไก่ แบบไม่เผ็ด
  • ไข่ยัดไส้

ระยะสุดท้าย (หนึ่งเดือนหลังผ่าตัด) โดยส่วนใหญ่แล้วผู้ป่วยจะสามารถรับประทานอาหารได้ตามปกติ แต่ควรเลือกรับประทานอาหารเพื่อสุขภาพอาหารที่มีโปรตีนสูง ไม่มัน ไม่ใส่น้ำตาล หรือหวานน้อย และควรเคี้ยวอาหารให้ละเอียดอย่างช้าๆ สำหรับผัก และผลไม้สามารถทานได้ตามปกติ เพื่อควบคุมพลังงานส่วนเกิน และน้ำหนักตัว อาจจะรับประทานวิตามิน และแร่ธาตุเสริมตามคำแนะนำของแพทย์

ข้อแนะนำในการรับประทานอาหารหลังการผ่าตัด

  1. จิบน้ำเปล่าตลอดวัน แต่ไม่ควรดื่มน้ำ ก่อน หรือหลังรับประทานอาหาร 30-45 นาที
  2. ควรหยุดทานเมื่อรู้สึกอิ่ม ไม่อย่างนั้นอาจเกิดอาหารคลื่นไส้ หรือจุกเสียดได้
  3. รับประทานอาหารช้าๆ เคี้ยวให้ละเอียด
  4. เมื่อเริ่มรับประทานอาหารทีละอย่าง เมื่อคุ้นเคยไม่มีอาการแทรกซ้อนค่อยเริ่มอาหารชนิดถัดไป
  5. ควรใช้เวลาอย่างน้อย 30 นาทีในการรับประทานอาหารต่อมื้อ
  6. ควรรับปะรทานอาหารจำพวกโปรตีนเป็นหลักทุกมื้อก่อนการรับประทาน ข้าว หรือแป้ง
  7. หลีกเลี่ยงอาหารไขมันสูง
  8. หลีกเลี่ยงอาหาร และเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูง
  9. รับประทานอาหาร 3 มื้อต่อวัน และจำกัดอาหารว่างที่ไม่จำเป็น
  10. ทานวิตามิน และแร่ธาตุเสริมตามคำแนะนำของแพทย์

ปรึกษาปัญหาฟรีเกี่ยวกับเรื่องดูดไขมัน

Open Daily except Sunday

(หยุดทุกวันอาทิตย์)

Monday – Saturday

10.00 am – 08.00 pm

134/3 สีลม แขวงสุริยวงศ์ เขต บางรัก
กรุงเทพฯ 10500
(อยู่ระหว่างสีลมซอย 6 และ 8)

โทรสอบถามเส้นทางและที่จอดรถได้ที่

เบอร์โทร 022331424 , 022331425

FB : www.facebook.com/rattinanclinic
LINE ID : @rattinanclinic
e-mail: info@rattinanclinic.com