Rattinan Clinic รัตตินันท์คลินิก
ดูดไขมันต้นขา ถาวร

“ผลลัพท์อาจแตกต่างกันในแต่ละบุคคล”

สิ่งที่ต้องรู้ก่อนการดูดไขมัน

การดูดไขมัน คือ การขจัดไขมันเฉพาะจุดออก ในบริเวณที่ไม่สามารถเอาออกได้ด้วยวิธีอื่นๆ ได้ เช่นการลดน้ำหนัก หรือการลดอาหาร หรือการออกกำลังกาย ซึ่งการดูดไขมันในปัจจุบันมีอยู่ด้วยกันหลายวิธี ได้แก่

1.การดูดไขมันด้วย Vaser เป็นเครื่องมือชนิดหนึ่งที่ใช้อัลตร้าซาวด์ ให้ความร้อน สลายไขมัน แล้วดูดไขมันออก

2.การดูดไขมันด้วย Body Tite คือ การใช้คลื่นวิทยุและความร้อนในการกระชับผิว จากนั้นก็ดูดออกมา

3.การดูดไขมันด้วย Water jet เป็นการดูดไขมันที่มีมาสักพัก แต่เพิ่งเริ่มกลับมานิยม ด้วยความคิดว่าการใช้น้ำ ช่วยในการดูด จะทำให้เซลล์ไขมันออกมานุ่มนวลมากกว่า ซึ่งนิยมใช้กับการดูดไขมันเพื่อนำมาฉีด

4.การดูดไขมันด้วย Laser ใช้คลื่นแสงเลเซอร์ไปทำลายเซลล์ไขมันก่อนที่จะดูดออกมา

5.การดูไขมันด้วยเครื่องสั่น หรือ PAL ซึ่งเป็นเครื่องดูดอีกชนิดนึง ที่สามารถดูดไขมันที่ออกยากกว่าไขมันส่วนอื่นออกมาได้ง่ายขึ้น

rattinanclinic ดูดไขมัน

“ผลลัพท์อาจแตกต่างกันในแต่ละบุคคล”

ประโยชน์ของการดูดไขมัน

ความเข้าใจผิดอย่างหนึ่งของการไขมัน คือ การที่คิดว่าเป็นทางเลือกสำหรับคนอ้วน ซึ่งแท้จริงแล้ว คนที่มีภาวะโรคอ้วนไม่เหมาะสำหรับการดูดไขมัน เพราะมีความเสี่ยง จากโรคประจำตัว เช่น อาจจะมีเบาหวาน หรือมีความดันโลหิตสูง หรืออาจจะมีการหยุดหายใจขณะหลับตอนกรน ซึ่งการดูดไขมันอาจจะเพิ่มความเสี่ยงพวกนี้ได้ และการดูดไขมันก็ไม่ได้ทำให้เขากลับมาเป็นคนผอม ถ้าคนที่มีภาวะโรคอ้วนจริงๆ รัตตินันท์คลินิกจะไม่แนะนำให้ดูดไขมัน เขาอาจจะต้องไปทำวิธีอื่นที่ได้ประโยชน์มากกว่า ซึ่งเราสามารถให้คำแนะนำได้ครบวงจร ตั้งแต่คนที่ไม่อ้วน คนที่ท้วม จนกระทั่งถึงคนที่อ้วนจริงๆ

การดูดไขมันให้เกิดประโยชน์จริงๆ แล้ว เหมาะกับคนที่มีรูปร่างปกติ หรือท้วมเล็กน้อย แต่มีไขมันเฉพาะส่วน ที่ไม่สามารถกำจัดออกได้ด้วยวิธีทั่วไป จึงใช้การดูดไขมันมาช่วย เพื่อให้จุดที่มีไขมันสะสมมากเกินไปนั้นลดลง และมีรูปร่างที่ปกติ มีความมั่นใจในการดำรงชีวิตมากขึ้น

ภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น

หากการดูดไขมันกระทำโดยแพทย์ผู้ด้อยประสบการณ์ หรือไม่มีความเชี่ยวชาญมากพอ ก็อาจจะส่งผลให้เกิดอันตรายกับคนไข้ได้  เช่น การเกิดรอยไหม้ของไขมันจากการ UAL (Ultrasonic-Assisted Liposucting) การอุดตันของลิ่มเลือดที่ปอด และอาการช็อกที่เกิดจากการทดแทนน้ำที่ไม่เหมาะสมภายหลังจากการดูดไขมัน ส่วนภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ ในการดูดไขมันโดยทั่วไปนั้น มักไม่ได้เกิดจากการดูดไขมันโดยตรง แต่เกิดจากการให้ยาสลบ และยาชา ซึ่งขึ้นอยู่กับสุขภาพร่างกายของผู้ดูดไขมัน และการเลือกใช้วิธีที่เหมาะสมของแพทย์

การเตรียมตัวก่อนดูดไขมัน

การเตรียมตัวก่อนการเข้ารับการดูดไขมันเป็นเรื่องสำคัญ เช่นเดียวกับการเตรียมตัวการทำศัลยกรรมทุกชนิด หากขาดการเตรียมตัวที่ดี อาจทำให้เกิดผลแทรกซ้อนขึ้นมาได้ ดังนั้นก่อนตัดสินใจเข้ารับการรักษาควรมีการเตรียมตัวดังนี้

-ต้องเข้าใจความเสี่ยงต่างๆ ของการดูดไขมัน ก่อนเข้ารับการรักษา และศึกษาข้อมูลรวมทั้งสอบถามผู้ที่เคยดูดไขมันมาก่อน

-ควรเข้ารับการทำศัลยกรรมดูดไขมันกับแพทย์ที่ได้มาตรฐาน และมีความเชี่ยวชาญโดยตรง

-เมื่อพบแพทย์ ควรปรึกษา ถามคำถามหรือข้อสัยต่างๆ ให้ละเอียดรอบคอบ และนำมาวิเคราะห์ก่อนว่าจะรับการรักษาจากที่นี่หรือไม่

-เตรียมพร้อมร่างกายก่อนเข้ารับการทำการดูดไขมัน  งดเครื่องดื่มมึนเมา และสารที่ก่อให้เกิดความผิดปกติแก่ร่างกาย

-ควรแจ้งให้แพทย์ทราบ หากมีการแพ้ยา หรือใช้ยาชนิดใดอยู่ เนื่องจากยาบางชนิดมีผลต่อการดูดไขมัน อย่าง แอสไพริน หรือยาแก้ปวดบางชนิด อาหารเสริมบางชนิดที่ทำให้เลือดออกง่าย เช่น น้ำมันปลา หรือน้ำมันตับปลา หรือวิตามินซี ควรที่จะต้องหยุดยาทั้งหมด อย่างน้อย 2 สัปดาห์ขึ้นไป ก่อนมาดูดไขมัน เพราะการดูดไขมันจะมีการใช้ยาชาจำนวนมาก และยาชาเหล่านั้นจะถูกกำจัดไปที่ตับ ถ้าตับยังต้องทำงานเพื่อกำจัดยาอื่นๆ ที่คนไข้ทานอยู่ด้วย ตับก็จะกำจัดยาชาได้ช้าลง ก็เป็นผลทำให้ยาชาเกิดเป็นพิษได้

การปฏิบัติตัวหลังการดูดไขมัน

   หลังการการดูดไขมัน ควรใส่ผ้ายืดหรือชุดยืดสำหรับรัดบริเวณที่ดูดไขมัน ตลอด 24 ชั่วโมง เป็นเวลา 3 วัน หลังจากนั้น ใส่เฉพาะตอนกลางวัน อีกประมาณ 4 สัปดาห์ เพื่อลดอาการบวม และเป็นการกดให้โพรงที่เกิดจากการดูดไขมันออก ยุบติดกัน และป้องกันการเกิดการคั่งของน้ำหลือง แต่ไม่ควรใส่ผ้ายืดรัดไว้นานเกินไป หลังจากดูดไขมันแล้ว คุณสามารถทำงานหรือทำกิจกรรมต่างๆ ได้ตามปกติ เพียงแค่ระวังไม่ทำสิ่งที่รุนแรง หรือเหลื่อนไหวบริเวณที่เพิ่งดูดไขมันมากเกินไป

 แนวทางการรับประทานอาหาร

การดูดไขมันเฉพาะส่วน อาจทำให้เซลล์ไขมันในส่วนนั้นของคุณหายไป แต่อย่าลืมว่า หากกลับไปบริโภคอาหารที่ให้พลังงานมากกว่าที่ต้องการในแต่ละวัน ก็อาจจะทำให้ไขมันกลับมาพอกพูนในเซลล์ส่วนอื่นที่ไม่ได้ถูกทำลาย ฉะนั้น หลังดูดไขมันแล้ว ควรหันมารับประทานอาหารเพื่อสุขภาพ และเพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย ซึ่งระยะ 6 เดือนแรก เป็นระยะที่ควรใส่ใจเป็นพิเศษ เพื่อให้ผลของการดูดไขมันนั้นคุ้มค่า

BodyTite คืออะไร

– การดูดไขมัน Bodytite ด้วยการใช้ ยาชา อย่างเดียว (ตอนที่ 1)

– ดูดไขมัน bodytite ใช้ยาชาอย่างเดียว ปลอดภัยไม่เจ็บ

วิธีการดูแลตัวเองหลังการดูดไขมัน BodyTite

BodyTite เป็นการดูดไขมันแบบใหม่ล่าสุด ที่ถูกคิดค้นในปี 2009 จากประเทศอิสราเอล โดยการใช้เทคโนโลยี  RFAL TM ( Radio – Frequency Assisted Liposuction ) มาช่วยทำให้เกิดคลื่นความร้อนให้ไขมันละลายก่อนที่จะทำการดูดออกมาทำให้เกิดการกระทบกระเทือนต่อเส้นประสาท และเส้นเลือดได้น้อย ทำให้ไขมันที่ดูดออกมามีเลือดปนน้อยมาก เมื่อเทียบกับเทคโนโลยี อื่นๆ เพราะสามารถทำการCoagulation หรือการห้ามเลือดในขณะทำไปด้วย เพื่อลดการสูญเสียเลือด เนื่องจากใช้เครื่องมือที่มีขนาดเล็กที่มีขนาดเล็ก ซึ่งสามารถปรับระดับความลึก และเข้าไปทำลายเฉพาะเซลล์ไขมันบริเวณที่ต้องการโดยตรง โดยไม่ทำลายเส้นประสาทหรือเนื้อเยื่อรอบๆ

เทคโนโลยี  RFAL TM ( Radio – Frequency Assisted Liposuction ) คืออะไร

เทคโนโลยี  RFAL TM ( Radio – Frequency Assisted Liposuction ) คือการใช้คลื่นความถี่วิทยุชนิด Bipolar เนื่องจาก พลังงานจากคลื่นความถี่วิทยุชนิด Bipolar สามารถเปลี่ยนพลังงานเป็นคลื่นความร้อนที่เนื้อเยื่อผิว โดยอุณหภูมิของควบคุมไว้ไม่ให้เกิน 45 องศาเซลเซียส ซึ่งอยู่ในช่วงอุณหภูมิที่เหมาะสมในการทำให้ไขมันละลายมากที่สุด ทั้งยังไม่เกิดอันตรายกับผิวหนัง โดยสามารถปรับตั้งค่า Cut-Off   ได้ตั้งแต่  35 องศาเซลเซียส – 45 องศาเซลเซียส อีกทั้งบริเวณด้ามจับยังมี Temperature  Sensor สำหรับวัดอุณหภูมิที่ผิว เพื่อหลีกเลี่ยงการเกิดความร้อนมากเกินไป และอาจจะก่อให้เกิดการไหม้ที่เนื้อเยื่อ

หลักการทำงานของคลื่นวิทยุ (RADIOFREQUENCY TECHNIQUE (RF))

หลักการทำงานของคลื่นRF คือ การส่งผ่านคลื่นวิทยุ เข้าสู่ชั้นผิวหนัง โดยการปล่อยคลื่นไฟฟ้าจะเป็นในรูปของคลื่นวิทยุอ่อนๆ ในช่วงความถี่ 0.3 – 0.5 MHz ที่ปลอดภัย เพื่อไปเพิ่มอุณหภูมิของผิวหนังในชั้นลึก และประสานไปกับการนวดพร้อม ๆ กัน ซึ่งจะทำให้เกิดการไหลเวียน โดยร่างหายจะมีอุณหภูมิสูงขึ้นประมาณ 3° C- 5° C ทำให้มีความปลอดภัยต่อร่างกายสูง

คลื่นวิทยุชนิด Bipolar คืออะไร

คลื่นวิทยุสามารถแบ่งออกได้เป็นหลายชนิด โดยแต่ละชนิดจะมีสรรพคุณ หรือใช้ในการรักษาทางการแพทย์แตกต่างกันไป แต่วันนี้เราจะมาพูดถึงคลื่นวิทยุที่ใช้ในการดูดไขมัน หรือคลื่นวิทยุชนิด Bipolar กันค่ะ คลื่นวิทยุชนิดนี้สามารถส่งพลังงานได้จากสองขั้ว โดยจะออกฤทธิ์กับผิวหนังส่วนชั้นบนเพื่อช่วยในการยกกระชับ และลดไขมัน โดยจะถูกใช้ในการดูดไขมันแบบ BodyTite เนื่องจากสามารถดูดไขมัน และช่วยในการกระชับผิวได้ในคราวเดียวกัน เนื่องจากสามารถช่วยกระตุ้นให้ผิวสร้างคอลลาเจนได้ ซึ่งมีข้อดีคือ จะไม่ร็สึกเจ็บขณะทำ หรือเจ็บน้อยมากนั้นเอง

ข้อดีของการดูดไขมันแบบ BodyTite

  1. ใช้เทคโนโลยี RFAL TM ( Radio – Frequency Assisted Liposuction )
  2. บาดแผลขนาดเล็ก เนื่องจากเครื่องมือมีขนาดเล็ก
  3. มีเครื่องมือวัดอุณหภูมิ และหน้าจอแสดงอุณหภูมิ ซึ่งจะช่วยป้องกันการไหม้ที่ผิวผู้ป่วย
  4. สามารถตั้งหยุด เพื่อไม่ให้อุณหภูมิสูงเกินไปจนเกินอันตรายต่อผู้ป่วย
  5. มีเลือดออกน้อย
  6. หลังทำไม่จำเป็นต้องพักรักษาตัวสามารถกลับบ้านได้ทันที
  7. นอกจากจะดูดไขมันออกไป แล้วยังสามารถกระชับผิวได้ในเวลาเดียวกัน เนื่องจากคลื่นวิทยุจะไปช่วยกระตุ้นผิวในการสร้างคอลลาเจน

การเตรียมตัวก่อนการเข้ารับการดูดไขมัน Body Tite

  1. ควรได้รับการตรวจเลือด และคลื่นไฟฟ้าหัวใจ ก่อนการทำ เพื่อยืนยันว่ามีสุขภาพปกติ พร้อมที่จำทำการดูดไขมัน Body Tite gเพื่อความปลอดภัย (ในกรณีที่มีโรคประจำตัว)
  2. งดยากลุ่มต้นความแข็งของเลือด เช่น แอสไพริน,วิตามินอี,น้ำมันปลา หรือยาแก้ปวดที่เป็นกลุ่ม NSAIDs เช่น บูโรเฟน,โวทาเรน และอาหารเสริม อย่างน้อย 2 สัปดาห์ (หากสงสัยยาที่รับประทานอยู่ ว่าสามารถทานได้ไหม สามารถสอบถามทางคลินิก กับแพทย์ได้โดยตรง)
  3. วางแผนหลีกเลี่ยงการเดินทางที่ต้องอยู่นิ่งๆ เป็นเวลานาน ภายใน 2 อาทิตย์หลังจากการทำ
  4. งดอาหารอย่างน้อย 6 ชั่วโมง (สามารถดื่มน้ำได้ตามปกติ)
  5. งดชา กาแฟ และยาที่อาจจะมีส่วนทำให้ใจสั่น
  6. งดการแต่งหน้า หรือสวมใส่เครื่องประดับอื่นๆ ที่มีค่า
  7. ในวันที่เข้ารับการทำ Body Tite ควรเลือกสวมใส่เสื้อผ้าที่มีขนาดหลวม และกว้าง เนื่องจากหลังทำต้องใส่ทับชุดพันแผลที่มีขนาดหนา
  8. อาบน้ำ สระผมให้เรียบร้อยก่อนเข้ารับบริการ (หากทำบริวเณหน้าท้อง หรือขาด้านใน ควรทำการโกน หรือกำจัดขนบริเวณอวัยวะเพศออกให้หมด เนื่องจากต้องทำการติดเทปกาวแบบแน่น อาจทำให้ติดบริเวณขนและเกิดความเจ็บได้)
  9. ควรนำเพื่อนมาด้วย และแน่ใจว่าเพื่อนสามารถอยู่เป็นเพื่อนได้หลังจากการทำ 24-48 ชั่วโมง

การดูดไขมันต้นแขน

แขน เป็นอวัยวะที่มีความหย่อนยานมากที่สุดของผิวหนัง หนึ่งในสามของอวัยวะที่มีการหย่อนยานมากที่สุดคือต้นแขน หรือท้องแขน หน้าท้องด้านล่าง ต้นขาด้านใน ฉะนั้น การดูดไขมันที่ต้นแขน จึงเป็นอีกจุดหนึ่งที่ได้รับความนิยม

คลินิกส่วนใหญ่จะดูดไขมันเฉพาะบริเวณท้องแขน ซึ่งทำให้ผลที่ออกมาดูไม่ค่อยเรียบสวย ในส่วนของรัตนันท์คลินิก เราจะทำให้เกือบจะรอบแขน เพราะจริงๆ แล้ว ไขมันจะมีอยู่โดยรอบ ในรายที่แขนหย่อนมากๆ แทบจะไม่มีวิธีการแก้ไขนอกจากการผ่าตัดเอาหนังที่แขนออก แต่จะเกิดรอยแผลเป็นขนาดใหญ่ โดยเฉพาะคนเอเชียอย่างเรา บางคนทำแล้วก็มาเล่าให้ฟังว่า ไม่กล้าใส่เสื้อแขนสั้นได้ เพราะเห็นรอยแผลเป็นเยอะมาก

ภาพด้านซ้าย คือแขนที่มีไขมันและห้อย ส่วนใหญ่จะเกิดในคนไข้ที่มีน้ำหนักเกิน แล้วมีการลดน้ำหนักขึ้นๆ ลงๆ หลายรอบ

ดูดไขมันต้นแขน

ดังนั้นแขนที่ไม่กระชับ นอกเหนือจากการผ่าตัดแล้ว เราจะใช้วิธี Body Tite  ซึ่งเป็นวิธีดูดไขมันวิธีเดียวที่ได้ผล และลดปัญหาภาวะหนังห้อยได้ดีกว่าวิธีอื่นๆ จะทำให้แขนที่ดูหย่อนยานหลังการดูด ที่เกิดจากการดูดไขมันแบบอื่นๆ นั้น มันกระชับขึ้นมา

ประโยชน์ของการดูดไขมัน

การดูดไขมันเป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะช่วยขจัดไขมันเฉพาะจุดออก และช่วยรักษาความสวยงามและสมดุลของร่างกายให้ดูน่ามอง โดยเฉพาะการดูดไขมันต้นแขน เป็นตำแหน่งที่ทำแล้วได้ผลดี ผลข้างเคียงน้อย และถือว่าเป็นตำแหน่งที่มีการดูดบ่อยมากที่สุดตำแหน่งนึง รองจากหน้าท้อง

ภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น 

การดูดไขมันต้นแขน หากกระทำโดยแพทย์ที่ไม่มีความเชี่ยวชาญมากพอ หรือใช้วิธีการไม่เหมาะสม ก็อาจจะส่งผลให้เกิดการไม่กระชับ หนังหย่อน ซึ่งถือเป็นเรื่องใหญ่ของการดูดไขมัน วิธีเดียวที่จะช่วยได้ คือ Body Tite  เพราะหากแพทย์ดูดไขมันด้วยวิธีอื่นยิ่งทำให้สภาวะการห้อยของผิวหนังมันดูแย่ลง  หากใช้วิธีผ่าตัดก็จะทำให้เป็นรอยแผลเป็นที่ยาวมาก

การเตรียมตัวก่อนดูดไขมัน

-ก่อนการเข้ารับการดูดไขมันต้นแขน ควรให้แพทย์ประเมินเรื่องของไขมันและผิวหนังก่อนการผ่าตัด ว่าต้นแขนของเราเป็นลักษณะไหน และเหมาะสมกับดูดไขมันด้วยวิธีไหน อย่างไร เพื่อที่จะบอกได้ว่าผลการดูดจะออกมาดีหรือไม่

-ต้องเข้าใจความเสี่ยงต่างๆ ของการดูดไขมัน ก่อนเข้ารับการรักษา และศึกษาข้อมูลรวมทั้งสอบถามผู้ที่เคยดูดไขมันมาก่อน

-ควรเข้ารับการทำศัลยกรรมดูดไขมันกับแพทย์ที่ได้มาตรฐาน และมีความเชี่ยวชาญโดยตรง

-เมื่อพบแพทย์ ควรปรึกษา ถามคำถามหรือข้อสัยต่างๆ ให้ละเอียดรอบคอบ และนำมาวิเคราะห์ก่อนว่าจะรับการรักษาจากที่นี่หรือไม่

-เตรียมพร้อมร่างกายก่อนเข้ารับการทำการดูดไขมัน  งดเครื่องดื่มมึนเมา และสารที่ก่อให้เกิดความผิดปกติแก่ร่างกาย

-ควรแจ้งให้แพทย์ทราบ หากมีการแพ้ยา หรือใช้ยาชนิดใดอยู่ เนื่องจากยาบางชนิดมีผลต่อการดูดไขมัน อย่าง แอสไพริน หรือยาแก้ปวดบางชนิด อาหารเสริมบางชนิดที่ทำให้เลือดออกง่าย เช่น น้ำมันปลา หรือน้ำมันตับปลา หรือวิตามินซี ควรที่จะต้องหยุดยาทั้งหมด อย่างน้อย 2 สัปดาห์ขึ้นไป ก่อนมาดูดไขมัน เพราะการดูดไขมันจะมีการใช้ยาชาจำนวนมาก และยาชาเหล่านั้นจะถูกกำจัดไปที่ตับ ถ้าตับยังต้องทำงานเพื่อกำจัดยาอื่นๆ ที่คนไข้ทานอยู่ด้วย ตับก็จะกำจัดยาชาได้ช้าลง ก็เป็นผลทำให้ยาชาเกิดเป็นพิษได้

การปฏิบัตตัวหลังการดูดไขมัน

                การดูดไขมันบริเวณต้นแขน ถือว่าเป็นตำแหน่งที่ค่อนข้างเจ็บน้อย เมื่อเทียบกับบริเวณอื่นๆ และการดูแลก้ค่อนข้างง่ายกว่าบริเวณอื่นมาก การฟกช้ำหลังการดูดไขมัน เป็นอาการที่เกิดขึ้นเป็นปกติ การประคบเย็นและประคบอุ่น ถือว่าห้ามทำ ส่วนการนวด เราจะนวดได้เมื่อหายเจ็บ ซึ่งอาจจะมีสารน้ำที่คั่งค้างอยู่ อาจจะมีก้อนๆ ส่วนใหญ่ก็จะเข้าสู่สัปดาห์ที่ 2 ก็จะเริ่มนวดได้ เพราะว่าหลังจาก 2 สัปดาห์ เราจะให้คนไข้ออกกำลังกายได้

อาการบวมอาจเกิดขึ้นได้ ซึ่งสาเหตุที่เกิดมากที่สุด ก็คือการใส่ชุดกระชับมากเกินไป นานเกินไป สำหรับรัตตินันท์คลิกนิก เราใช้แนวทางที่มาจากสหรัฐอเมริกา คือ ใส่ชุดกระชับ 24 ชม. เป็นเวลา 3 วัน หลังจากนั้นใส่เฉพาะกลางวัน อีก 4 สัปดาห์ เพียงเท่านั้น ห้ามใส่นานกว่านี้ เพราะจะทำให้บวมมากขึ้น หลังจากดูดไขมันแล้ว คุณสามารถทำงานหรือทำกิจกรรมต่างๆ ได้ตามปกติ เพียงแค่ระวังไม่ทำสิ่งที่รุนแรง หรือเหลื่อนไหวบริเวณที่เพิ่งดูดไขมันมากเกินไป

แนวทางการรับประทานอาหาร

การดูดไขมันต้นแขน อาจทำให้เซลล์ไขมันในส่วนนั้นของคุณหายไป แต่อย่าลืมว่า หากกลับไปบริโภคอาหารที่ให้พลังงานมากกว่าที่ต้องการในแต่ละวัน ก็อาจจะทำให้ไขมันกลับมาพอกพูนในเซลล์ส่วนอื่นที่ไม่ได้ถูกทำลาย ฉะนั้น หลังดูดไขมันแล้ว ควรหันมารับประทานอาหารเพื่อสุขภาพ และเพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย ซึ่งระยะ 6 เดือนแรก เป็นระยะที่ควรใส่ใจเป็นพิเศษ เพื่อให้ผลของการดูดไขมันนั้นคุ้มค่า

การดูดไขมันต้นขา

ต้นขา เป็นอีกอวัยวะหนึ่งที่มักมีการสะสมของไขมัน โดยเฉพาะในเพศหญิง เรียกว่าเป็นลักณะเฉพาะของผู้หญิงเลย บางคนไม่ว่าจะทำให้ผอมมากแค่ไหน ก็ไม่สามารถทำให้ต้นขาลดลงได้ จึงเป็นจุดที่น่าดูดไขมันมากที่สุด เพราะถ้าไม่ดูดไขมัน จะไม่มีทางเลยที่จะทำให้ต้นขาเรียวเล็กลงได้

ดูดไขมันต้นขา

“ผลลัพท์อาจแตกต่างกันในแต่ละบุคคล”

จากภาพข้างบน สังเกตได้ว่า ส่วนบนคนไข้เป็นคนเอวคอดและมีหน้าอกค่อนข้างเล็ก ใต้ขาก็เล็กเช่นกัน จะมีเพียงต้นขาที่ใหญ่กว่าปกติ ฮอร์โมนมีส่วนสำคัญที่ทำให้ผู้หญิงมีการสะสมไขมันในจุดนี้ อาจจะด้วยหลายเหตุผล ดังนั้นผู้หญิงจะมีไขมันสะสมมากที่ต้นขา ส่วนผู้ชายจะสมสมที่หน้าท้องเสียส่วนใหญ่

ดังนั้น การที่จะให้ต้นขาเล็ก สำหรับบางคนเป็นเรื่องที่ยากมาก ต้นขาจึงเป็นจุดที่น่าดูดไขมันมาก โดยเฉพาะคนผอม ที่ไม่สามารถจะใส่เสื้อผ้าที่ตรงไซส์ได้  บางคนถึงขั้นที่ว่า ไม่สามารถใส่กระโปรงจากทางขาได้ ต้องใส่จากทางหัวก็มี บางคนเอว 23 ก็น่าจะต้องใส่กางเองเอว 23 ได้ แต่ปรากฏว่า เขาต้องใส่กางเกง เอว 30 เพื่อให้กางเกงสามารถผ่านต้นขาได้ ซึ่งก็ทำให้เอวหลวมเกินไปอีก ซึ่งในคนไข้ที่มีโคนขาใหญ่ทุกคนจะประสบปัญหาคล้ายๆ กัน

ประโยชน์ของการดูดไขมัน

การดูดไขมันต้นขา จะทำให้ไขมันบริเวณนั้นลดลง ขาเรียวงาม กระชับได้สัดส่วน นอกจากนั้น เขาจะกลับมามีสรีระเหมือนคนปกติ และมั่นใจในการใช้ชีวิตมากขึ้น  คือ ถ้าเอว 23 ก็ต้องใส่กางเกงเอว 23 ได้ ไม่ใช่ต้องไปใส่เอว 27 เพื่อให้ขาใส่ได้ ซึ่งมันดูผิดปกติเกินไป

ดูดไขมันต้นขา3

“ผลลัพท์อาจแตกต่างกันในแต่ละบุคคล”

ภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น

การดูดไขมันต้นขา หากกระทำโดยแพทย์ที่ไม่มีความเชี่ยวชาญมากพอ หรือใช้วิธีการไม่เหมาะสม ก็อาจจะส่งผลให้เกิดการไม่กระชับ ซึ่งควรใช่วิธี Body Tite  ส่วนภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ ในการดูดไขมันโดยทั่วไปนั้น มักไม่ได้เกิดจากการดูดไขมันโดยตรง แต่เกิดจากการให้ยาสลบ และยาชา ซึ่งขึ้นอยู่กับสุขภาพร่างกายของผู้ดูดไขมัน และการเลือกใช้วิธีที่เหมาะสมของแพทย์

ดูดไขมัน Liposuction

“ผลลัพท์อาจแตกต่างกันในแต่ละบุคคล”

การเตรียมตัวก่อนดูดไขมัน

 -ต้องเข้าใจความเสี่ยงต่างๆ ของการดูดไขมัน ก่อนเข้ารับการรักษา และศึกษาข้อมูลรวมทั้งสอบถามผู้ที่เคยดูดไขมันมาก่อน

-ควรเข้ารับการทำศัลยกรรมดูดไขมันกับแพทย์ที่ได้มาตรฐาน และมีความเชี่ยวชาญโดยตรง

-เมื่อพบแพทย์ ควรปรึกษา ถามคำถามหรือข้อสัยต่างๆ ให้ละเอียดรอบคอบ และนำมาวิเคราะห์ก่อนว่าจะรับการรักษาจากที่นี่หรือไม่

-เตรียมพร้อมร่างกายก่อนเข้ารับการทำการดูดไขมัน  งดเครื่องดื่มมึนเมา และสารที่ก่อให้เกิดความผิดปกติแก่ร่างกาย

-ควรแจ้งให้แพทย์ทราบ หากมีการแพ้ยา หรือใช้ยาชนิดใดอยู่ เนื่องจากยาบางชนิดมีผลต่อการดูดไขมัน อย่าง แอสไพริน หรือยาแก้ปวดบางชนิด อาหารเสริมบางชนิดที่ทำให้เลือดออกง่าย เช่น น้ำมันปลา หรือน้ำมันตับปลา หรือวิตามินซี ควรที่จะต้องหยุดยาทั้งหมด อย่างน้อย 2 สัปดาห์ขึ้นไป ก่อนมาดูดไขมัน เพราะการดูดไขมันจะมีการใช้ยาชาจำนวนมาก และยาชาเหล่านั้นจะถูกกำจัดไปที่ตับ ถ้าตับยังต้องทำงานเพื่อกำจัดยาอื่นๆ ที่คนไข้ทานอยู่ด้วย ตับก็จะกำจัดยาชาได้ช้าลง ก็เป็นผลทำให้ยาชาเกิดเป็นพิษได้

การปฏิบัติตัวหลังการดูดไขมัน

การฟกช้ำหลังการดูดไขมัน เป็นอาการที่เกิดขึ้นเป็นปกติ การประคบเย็นและประคบอุ่น ถือว่าห้ามทำ ส่วนการนวด เราจะนวดได้เมื่อหายเจ็บ ซึ่งอาจจะมีสารน้ำที่คั่งค้างอยู่ อาจจะมีก้อนๆ เมื่อเข้าสู่สัปดาห์ที่ 2 ก็จะเริ่มนวดได้ เพราะว่าหลังจาก 2 สัปดาห์ เราจะให้คนไข้ออกกำลังกายได้

อาการบวมอาจเกิดขึ้นได้ ซึ่งสาเหตุที่เกิดมากที่สุด ก็คือการใส่ชุดกระชับมากเกินไป นานเกินไป สำหรับรัตตินันท์คลิกนิก เราใช้แนวทางที่มาจากสหรัฐอเมริกา คือ ใส่ชุดกระชับ 24 ชม. เป็นเวลา 3 วัน หลังจากนั้นใส่เฉพาะกลางวัน อีก 4 สัปดาห์ เพียงเท่านั้น ห้ามใส่นานกว่านี้ เพราะจะทำให้บวมมากขึ้น หลังจากดูดไขมันแล้ว คุณสามารถทำงานหรือทำกิจกรรมต่างๆ ได้ตามปกติ เพียงแค่ระวังไม่ทำสิ่งที่รุนแรง หรือเหลื่อนไหวบริเวณที่เพิ่งดูดไขมันมากเกินไป

แนวทางการรับประทานอาหาร

การดูดไขมันต้นขา อาจทำให้เซลล์ไขมันในส่วนนั้นของคุณหายไป แต่อย่าลืมว่า หากกลับไปบริโภคอาหารที่ให้พลังงานมากกว่าที่ต้องการในแต่ละวัน ก็อาจจะทำให้ไขมันกลับมาพอกพูนในเซลล์ส่วนอื่นที่ไม่ได้ถูกทำลาย ฉะนั้น หลังดูดไขมันแล้ว ควรหันมารับประทานอาหารเพื่อสุขภาพ และเพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย ซึ่งระยะ 6 เดือนแรก เป็นระยะที่ควรใส่ใจเป็นพิเศษ เพื่อให้ผลของการดูดไขมันนั้นคุ้มค่า

การดูดไขมันเหนียง

   เหนียง หรือไขมันสะสมบริเวณใต้คาง เป็นปัญหากวนใจที่ไม่มีใครอยากมี เพราะการมีเหนียงนอกจากจะทำให้รูปหน้าไม่ได้รูปแล้ว ยังทำให้ดูอ้วนกว่าในความเป็นจริงอีกด้วย หลายคนหาวิธีลดเหนียง ทั้งการนวดกระชับ หรือฉีดสลายไขมัน ซึ่งวิธีดังกล่าวต้องใช้ระยะนเวลานาน และต้องทำอย่างสม่ำเสมอ การดูดไขมันบริเวณเหนียงใต้คาง จึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่จะทำให้สาวๆ กลับมาหน้าเรียวงามได้อย่างทันใจ

ดูดไขมันเหนียง rattinanclinic

“ผลลัพท์อาจแตกต่างกันในแต่ละบุคคล”

ประโยชน์ของการดูดไขมัน

การดูดไขมันบริเวณเหนียง เหมาะกับผู้ที่มีปัญหาเรื่องไขมันสะสมส่วนเกินบริเวณใบหน้า ซึ่งหลายๆ คนมีปัญหาเกี่ยวกับผิวหนังเช่นเดียวกับแขน คือ การที่เราดูดไขมันด้วยวิธีธรรมดา นอกจากการลดไขมันแล้ว ผิวหนังที่ไม่หดกลับก็ทำให้เหนียงยังคงอยู่ เพียงแต่อาจจะมีความหนาลดลง คอของเรา ประกอบด้วยผิวหนังและไขมัน และกล้ามเนื้อ การที่ดูเหมือนไม่มีคอ หรือมีเหนียง ก็จะเกิดขึ้นจากไขมันและผิวหนัง

Body Tite มีการออกแบบหัวสมัยใหม่ที่ใช้กับคอโดยเฉพาะ เราเรียกว่า Neck tite ซึ่งในส่วน Body Tite จะเป็นหัวค่อนข้างใหญ่ใช้กับลำตัว ส่วน Neck Tite จะหัวค่อนข้างเล็ก และจะมี Face Tite ซึ่งใช้กับใบหน้าด้วย ฉะนั้นการดูดไขมันเหนียงเป็นเรื่องที่ง่ายมาก เพียงเราใช้ Neck Tite ทำ ก็จะมีประโยชน์ และเกิดโทษน้อยกว่าการใช้เวเซอร์ที่เกิดความร้อนสูงเกินไป ณ จุดๆ นั้น เนื่องจากเหนียงกับผิวหนังค่อนข้างบาง ไขมันในชั้นนั้น มีไม่เกิน 2-3 ซม.

ดังนั้นการที่เราไปใช้อุปกรณ์ที่มีขนาดใหญ่เกินไปก็มีปัญหา จุดสำคัญของการดูดไขมันบริเวณเหนียงคือ จะต้องใช้อุปกรณ์ที่มีลักษณะขนาดเล็ก เพียงพอ และเหมาะสม กับบริเวณที่มีขนาดบาง แบบคอ และจะต้องมีเทคโนโลยีในการกระชับผิวหนัง ซึ่ง Neck Tite จะช่วยได้ดี

ดูดไขมันเหนียง แผลเล็ก ไม่เจ็บ

“ผลลัพท์อาจแตกต่างกันในแต่ละบุคคล”

ภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น

การดูดไขมันเหนียง หากกระทำโดยแพทย์ที่ไม่มีความเชี่ยวชาญมากพออุปกรณ์ที่ไม่เหมาะสม ก็อาจจะส่งผลให้เกิดอันตรายกับคนไข้ได้ เช่น อาจจะมีการบาดเจ็บต่อเส้นประสาทที่ควบคุมปาก จนถึงขั้นทำให้ปากเบี้ยวได้ อุปกรณ์การดูดไขมันเหนียง ของเราจะมีขนาดที่เล็กมาก คือ 1.6 มม. จากขนาดปกติประมาณ 3-4 มม. มีแพทย์ไม่มากนักที่จะมีอุปกรณ์ที่เล็กขนาดนี้ เพราะไม่มีจำหน่ายในประเทศ ต้องเดินทางไปต่างประเทศเพื่อซื้อเอง ซึ่งการใช้อุปกรณ์ขนาดใหญ่นั้นมีความเสี่ยงมากเกินไปที่จะไปโดนเส้นประสาทและเส้นเลือด บริเวณคอ

การแก้ปัญหาไขมันเหนียง สำหรับบางราย อาจจะต้องแก้ไขปัญหาอย่างอื่นของคอไปด้วย เพื่อให้การเป็นชั้นลดลง อาจจะต้องแก้ในเรื่องการกระชับของกล้ามเนื้อ ฉะนั้นไม่ใช่การดูดไขมันเพียงอย่างเดียวที่จะแก้ปัญหานี้ได้ ควรจะเข้ามาปรึกษาแพทย์ที่มีความชำนาญและมีประสบการณในการดูดไขมันเหนียงให้คนไข้มามากเพียงพอ ที่จะให้คำแนะนำที่ถูกต้อง ในบางรายก็อาจจะไม่จำเป็นต้องทำ หรือทำแล้วมันไม่ดีขึ้น ต้องใช้วิธีอื่นๆ เช่นวิธีการผ่าตัดแก้ไขมากกว่า

หลังจากดูดไขมันเหนียง

“ผลลัพท์อาจแตกต่างกันในแต่ละบุคคล”

การเตรียมตัวก่อนดูดไขมัน

 -ต้องเข้าใจความเสี่ยงต่างๆ ของการดูดไขมัน ก่อนเข้ารับการรักษา และศึกษาข้อมูลรวมทั้งสอบถามผู้ที่เคยดูดไขมันมาก่อน

-ควรเข้ารับการทำศัลยกรรมดูดไขมันกับแพทย์ที่ได้มาตรฐาน และมีความเชี่ยวชาญโดยตรง

-เมื่อพบแพทย์ ควรปรึกษา ถามคำถามหรือข้อสัยต่างๆ ให้ละเอียดรอบคอบ และนำมาวิเคราะห์ก่อนว่าจะรับการรักษาจากที่นี่หรือไม่

-เตรียมพร้อมร่างกายก่อนเข้ารับการทำการดูดไขมัน  งดเครื่องดื่มมึนเมา และสารที่ก่อให้เกิดความผิดปกติแก่ร่างกาย

-ควรแจ้งให้แพทย์ทราบ หากมีการแพ้ยา หรือใช้ยาชนิดใดอยู่ เนื่องจากยาบางชนิดมีผลต่อการดูดไขมัน อย่าง แอสไพริน หรือยาแก้ปวดบางชนิด อาหารเสริมบางชนิดที่ทำให้เลือดออกง่าย เช่น น้ำมันปลา หรือน้ำมันตับปลา หรือวิตามินซี ควรที่จะต้องหยุดยาทั้งหมด อย่างน้อย 2 สัปดาห์ขึ้นไป ก่อนมาดูดไขมัน เพราะการดูดไขมันจะมีการใช้ยาชาจำนวนมาก และยาชาเหล่านั้นจะถูกกำจัดไปที่ตับ ถ้าตับยังต้องทำงานเพื่อกำจัดยาอื่นๆ ที่คนไข้ทานอยู่ด้วย ตับก็จะกำจัดยาชาได้ช้าลง ก็เป็นผลทำให้ยาชาเกิดเป็นพิษได้

ดูดไขมันเสร็จก็กลับบ้านได้เลย

“ผลลัพท์อาจแตกต่างกันในแต่ละบุคคล”

การปฏิบัติตัวหลังการดูดไขมัน

หลังจากการดูดไขมันบริเวณเหนียงใต้คางแล้ว ผู้เข้ารับการรักษาควรใช้ผ้ารัดบริเวณคาง เพื่อความกระชับเข้ารูปเร็วยิ่งขึ้น หลังจากนั้นก็สามารถกลับบ้านได้ตามปกติโดยไม่ต้องพักฟื้น ผิวหนังบริเวณใต้คางจะค่อยๆ หดตัวกลับคืนสู่สภาพเดิมโดยใช้ระยะเวลาประมาณ 2-4 สัปดาห์

แนวทางการรับประทานอาหาร

การดูดไขมันเฉพาะส่วน อาจทำให้เซลล์ไขมันในส่วนนั้นของคุณหายไป แต่อย่าลืมว่า หากกลับไปบริโภคอาหารที่ให้พลังงานมากกว่าที่ต้องการในแต่ละวัน ก็อาจจะทำให้ไขมันกลับมาพอกพูนในเซลล์ส่วนอื่นที่ไม่ได้ถูกทำลาย ฉะนั้น หลังดูดไขมันแล้ว ควรหันมารับประทานอาหารเพื่อสุขภาพ และเพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย ซึ่งระยะ 6 เดือนแรก เป็นระยะที่ควรใส่ใจเป็นพิเศษ เพื่อให้ผลของการดูดไขมันนั้นคุ้มค่า

อันตรายจากการดูดไขมัน

อันตรายจากการดูดไขมัน

ถึงแม้ว่าการดูดไขมันจะมีมามากกว่า 40 ปี แต่ก็ยังถือได้ว่าเป็นการทำศัลยกรรมที่มีอันตราย และมีความเสี่ยงต่อชีวิตของผู้เข้ารับการรักษา เนื่องจากมีการเสียเลือด และน้ำ ออกจากร่างกายในปริมาณมาก รวมถึงความเสี่ยงในการได้รับบาดเจ็บของเส้นเลือด เส้นประสาท และบริวเณผิวหนัง หรือแม้กระทั่งผลข้างเคียงที่อาจจะเกิดขึ้น ทำให้หลายครั้งมีข่าวเกี่ยวกับการได้รับบาดเจ็บ หรือเสียชีวิตของผู้ที่เข้ารับการดูดไขมันมาให้เห็นนานๆครั้ง

การดูดไขมันในอดีต

ในสมัยก่อนการดูดไขมันมีความอันตราย และเสี่ยงต่อการเสียชีวิตสูง เนื่องจากในยุคแรกของการดูดไขมันนั้น เทคโนโลยียังไม่มีความก้าวหน้ามากพอ การดูดไขมันนั้นแพทย์จะทำการผ่าตัดสอดท่อดูดสุญญากาศเข้าไปเพื่อทำการดูดไขมัน ทว่าในสมัยก่อนยังไม่มีความก้าวหน้าในการทำให้ไขมันแตกตัว ดังนั้นแล้ว แพทย์จำเป็นจะต้องทำการบีบ หรือกระแทกอย่างแรง เพื่อให้ไขมันแตก แล้วจึงจะสามารถดูดออกมาได้ ซึ่งเทคนิคนี้ถือว่าเป็นการดูดไขมันออกจากร่างกายที่เห็นผลในอดีต แต่ก็มีอันตรายอย่างมาก และมีความเสี่ยงสูง เพราะขั้นตอนการรักษาที่รุนแรง อาจจะสร้างความบาดเจ็บให้กับเส้นเลือด หรือเส้นประสาท ทำให้ผู้เข้ารับการดูดไขมันมีอาการปวด ช้ำ และระบมหลังจากเข้ารับการผ่าตัด ส่งผลให้มีโอกาสเสียชีวิต หรือมีอาการแทรกซ้อนสูง

การดูดไขมันในปัจจุบัน

เนื่องจากการดูดไขมันในอดีตมีอันตราย และความเสี่ยงสูง หากก็ได้รับการยอมรับ อีกทั้งความสวยงามต่างก็เป็นที่ต้องการของคนทุกยุคสมัย ทำให้มีแพทย์หลายคนได้ทำการคิดค้นหาวิธีการดูดไขมันที่ปลอดภัย และได้มีการพัฒนาเทคโนโลยีเข้ามาเพื่อช่วยในการดูดไขมันอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีที่สุด และเกิดความปลอดภัยสูงสุดต่อผู้ที่เข้ารับการดูดไขมัน

ในปัจจุบันจึงนิยมใช้เทคโนโลยีเข้ามาทำให้ไขมันละลาย หรือแตกตัวเพื่อให้ง่ายต่อการดูดไขมัน โดยแต่ละเครื่องมือก็จะใช้เทคโนโลยีที่จะเข้ามาทำให้ไขมันเกิดการแตกตัว หรือละลายต่างกันไป ไม่ว่าจะ ใช้เทคโนโลยีการสั่น การใช้คลื่นความร้อน หรือการใช้น้ำ เป็นต้น ดังนั้นการดูดไขมันในปัจจุบันจึงมีความปลอดภัยที่มากขึ้น ถึงแม้ว่าจะยังไม่สามารถบอกได้ว่าปลอดภัย 100% แต่ก็สามารถลดความเสี่ยง หรือความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นกับร่างกายได้เยอะพอสมควร

แล้วการดูดไขมันในปัจจุบันมีความอันตรายไหม?

แน่นอนว่า การดูดไขมันในปัจจุบันก็ยังมีความเสี่ยงอยู่บ้างค่ะ ไม่ถึงกับไม่มีเลย ความเสี่ยงของการดูดไขมันในปัจจุบันมักจะมาจากหลายสาเหตุ

  1. ยาสลบ

การวางยาสลบ เนื่องจากมีโอกาสที่จะทำให้ผู้ที่เข้ารับการดูดไขมันอาจจะไม่ฟื้นขึ้นมา หรือเกิดผลข้างเคียงจากากรวางยาสลบ ไม่ว่าจะมาจากการใช้ในปริมาณที่มากเกินไป หรือเกิดการแพ้ยาสลบ ดังนั้นการวางยาสลบในระหว่างการดูดไขมันจะค่อนข้างมีอันตรายหากแพทย์ไม่เชี่ยวชาญ หรือชำนาญมากพอค่ะ แต่ในสมัยนี้บางคลินิกก็เลือกใช้การฉีดยาชาแทน โดยไม่ต้องวางยาสลบโดยขึ้นอยู่กับความเชี่ยวชาญ และความชำนาญของแพทย์

  1. การดูดไขมันออกมาในปริมาณที่มากเกินไป

ก่อนอื่นต้องเข้าใจกันก่อนนะคะว่า การดูดไขมันนั้นไม่ใช่การลดน้ำหนัก เพราะหลายครั้งที่การดูดไขมันถูกเข้าใจผิดว่าเป็นการลดน้ำหนัก และต้องการดูดไขมันออกมาปริมาณมากๆ เพื่อให้ร่างกายดูเล็กลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งในความเป็นจริงแล้วไม่สามารถทำได้ การดูดไขมันในแต่ละครั้งไม่ควรเกิน 5,000 ซีซี เพื่อหลีกเลี่ยงการเกิดอันตรายจาการเสียเลือด และน้ำของร่างกายในปริมาณที่มากเกินไป

  1. เสี่ยงติดเชื้อ บวมช้ำ ผิวหนังไม่เรียบ พังผืดเกาะแข็ง

การดูดไขมันในปริมาณมากเพียงครั้งเดียว มีโอกาสที่จะทำให้ผิวหนังไม่เรียบ หรือเกิดการหย่อนคล้อยของผิวได้ โดยบางรายเมื่อลูบจะสังเกตุได้เลยว่าเกิดการแข็งตัวใต้ผิวหนัง ทำให้ไม่ราบเรียบ ซึ่งอาจจะเกิดจากการมีพังฟืดไปเกาะแข็ง ซึ่งต้องใช้ระยะเวลานานกว่าจะหาย แต่ความเสี่ยงในข้อนี้มักจะเกิดจากความไม่เชี่ยวชาญของแพทย์ที่ทำการดูดไขมัน ซึ่งทำให้เกิดปัญหาตามมาทีหลังนั้นเองค่ะ

ดังนั้นแล้วการตัดสินใจที่จะทำการดูดไขมัน ต้องอาศัยเวลาในการศึกษาหาข้อมูลในหลายด้านประกอบกัน ไม่ว่าจะเป็นทั้งข้อดี ข้อเสีย ผลลัพธ์ที่ได้ และผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นว่ามาจากสาเหตุใดกันแน่ รวมถึงอีกข้อที่สำคัญไม่น้อยไปกว่ากันเลย คือความถนัดและความเชี่ยวชาญของแพทย์

เนื่องจากแพทย์แต่ละท่านมีความเชี่ยวชาญที่ไม่เท่ากัน ทั้งในเรื่องของประสบการณ์ และเครื่องมือที่แพทย์ถนัด และที่สำคัญเลยคือ ความน่าเชื่อถือของคลินิก และแพทย์ของคลินิก โดยอาจจะดูได้จากผู้ที่เคยเข้ารับการรักษาว่ามีความคิเห็นอย่างไร ได้ผลลัพธ์ดีหรือไม่ เรียกว่าพิสูจน์กันที่ความจริง ที่สามารถมองเห็นกันได้เลย คงสามารถเพิ่มความมั่นใจได้ว่าควรเลือกดูดไขมันที่ไหนดี

(หยุดทุกวันอาทิตย์)

เปิด จันทร์ เสาร์

10.00 am – 08.00 pm

เลขที่ 5 อาคารสิทธิวรกิจ (The Fifth) ชั้น 12 A ซอยสีลม 3 (ซอยพิพัฒน์) ถนนสีลม เขตบางรัก  กรุงเทพ 10500

โทรสอบถามเส้นทางและที่จอดรถได้ที่

เบอร์โทร 022331424 , 022331425

FB : www.facebook.com/rattinanclinic
e-mail: info@rattinanclinic.com

line add rattinanclinic