การตัดกระเพาะ ผ่าตัดลดน้ำหนัก แบบสลีฟ

ใส่ห่วงรัดกระเพาะ
การใส่ห่วงรัดกระเพาะ (Laparoscopic Band or lap Band)
26/01/2017
การดูแลตัวหลังหลังจากดูดไขมัน
การดูแลตัวเองหลังการดูดไขมัน แนะนำโดย รัตตินันท์คลินิก
15/03/2017

แบบที่ 3 การตัดกระเพาะ ผ่าตัดลดน้ำหนัก ลดอ้วนแบบสลีฟ

(Laparoscopic Sleeve Gastrectomy – LSG)

การตัดกระเพาะ ผ่าตัดลดน้ำหนัก แบบอื่นๆ

การผ่าตัดกระเพาะบางส่วนออกแบบสลีฟ

การผ่าตัดกระเพาะแบบบายพาส

การใส่บอลลูนลดน้ำหนัก

ตัดกระเพาะ ผ่าตัดลดน้ำหนัก ลดอ้วนแบบสลีฟ เดิมทีถูกออกแบบมาสำหรับคนไข้ที่อ้วนมาก ไม่สามารถ ผ่าตัดลดน้ำหนัก แบบบายพาสที่ถือเป็นมาตรฐานได้ จึงมีการผ่าตัดทางเลือกแบบนี้ เพื่อให้น้ำหนักลดลงมาก่อนหลังจากนั้น 1 ปี ก็จะนำคนไข้ไปผ่าตัดครั้งที่สอง แบบบายพาส วิธีแบบนี้ ทำให้ปลอดภัยยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตาม พบว่าคนที่ ตัดกระเพาะ ผ่าตัดลดน้ำหนัก แบบสลีฟกลับมีความสุขและพึงพอใจดีกับน้ำหนักที่ลด หลายคนที่มีวินัยการกินที่ดีก็สามารถลดลงได้มากกว่าการผ่าตัดลดน้ำหนักแบบบายพาสเสียอีก แแถมไม่ต้องมีผลข้างเคียงจากการขาดสารอาหาร ดังนั้นจึงเป็นที่นิยม และกลายมาเป็น การผ่าตัดลดน้ำหนัก ที่มากที่สุดในโลกไป

การผ่าตัดแบบนี้ ได้รับการรับรองจากสถาบันการแพทย์หลายแห่งทั่วโลก ให้เป็นการรักษาทางเลือกสำหรับโรคอ้วนและโรคเรื้อรังจากโรคอ้วน ปัจจุบันสามารถทำ ตัดกระเพาะ ผ่าตัดลดน้ำหนัก จนถึงระดับเด็กที่อายุน้อยกว่า 20 ปี ทั้งนี้ควรได้รับความเห็นชอบร่วมกันระหว่างแพทย์ กุมารแพทย์ และผู้ปกครอง ถึงประโยชน์และความเสี่ยงที่ได้รับ

การผ่าตัดทำโดย การส่องกล้องผ่านแผลเล็กๆที่หน้าท้อง 3-4 แผลและศัลยแพทย์ตัดกระเพาะออก 80% ด้วย อุปกรณ์ชนิดพิเศษนำเข้าจากสหรัฐอเมริกา ซึ่งไม่ได้ใช้วิธีการตัดและเย็บแบบเดิมๆ หลังจากนั้นกระเพาะที่ถูกตัดออกจะถูกดึงผ่านรอยแผลที่สะดือ  โดยกระเพาะที่ยังคงเหลือจะมีขนาดเล็กราวๆ 100-150 ซีซี เวลากินนิดๆหน่อยๆก็อิ่ม อีกทั้งได้ตัดส่วนผลิตฮอร์โมนควบคุมความหิวออกด้วยโดยใช้เวลาทำการผ่าตัดรวม สองชั่วโมงค่ะ

ข้อดีคือ ผู้ที่รับการรักษา ตัดกระเพาะ ผ่าตัดลดน้ำหนัก จะไม่รู้สึกหิวอีกเลย เนื่องจากการตัดส่วนผลิตฮอร์โมนควบคุมความหิวออก ซึ่งเป็นจุดแตกต่างสำคัญกับสองวิธีแรก คือห่วงรัดกระเพาะและบอลลูนลดน้ำหนัก น้ำหนักจึงลดลงต่อเนื่องดีมากและฟื้นตัวเร็ว  เพียงหนึ่งวันก็ลุกเดินได้  ข้อเสียคืออาจ มีความเสี่ยงจากการผ่าตัดหากแพทย์ไม่เชี่ยวชาญเพียงพอ

และต้องปรับการกินให้ เข้ากับกระเพาะใหม่ โดยต้องทานอาหารเหลวนานประมาณสองอาทิตย์และจึงค่อยเปลี่ยนเป็นอาหารอ่อนที่ ย่อยง่ายได้อีกราว 1 อาทิตย์ ก่อนที่จะกลับมาทานอาหารได้ทุกชนิดตามปกติ (ในปริมาณที่น้อยลงมากจนคนรอบข้างเริ่มแปลกใจ) ซึ่งจะต่างแบบห่วงรัดกระเพาะ ที่ต้องทานอาหารเหลวไปตลอด หลายคนจึงอาจงง ว่าตกลงผ่าตัดกระเพาะต้องทานอาหารเหลวไปตลอดใช่หรืไม่  คำตอบคือไม่ใช่ค่ะ

การผ่าตัด ตัดกระเพาะ ผ่าตัดลดน้ำหนัก แบบสลีฟนี้ ไม่เหมาะกับคนที่เป็นโรคกรดไหลย้อนร่วมด้วย เพราะจะทำให้อาการเป็นมากขึ้น  และไม่เหมาะกับคนที่เคยใส่ห่วงมาก่อนและต้องการเอาออก ต้องเปลี่ยนไป ผ่าตัดลดน้ำหนักด้วยวิธีบายพาส เท่านั้นค่ะ

ค่าใช้จ่ายในการผ่าตัดก็แบ่งเป็นสามส่วน ส่วนแรกคือการตรวจร่างกายก่อนการผ่าตัด ซึ่งขึ้นกับน้ำหนักและความเสี่ยง มีตั้งแต่การตรวจเลือดธรรมดาจนกระทั่งบางรายต้องตรวจพิเศษอื่นๆเพิ่ม ส่วนที่สองคือค่าผ่าตัด ส่วนที่สามคือค่าใช้จ่ายหลังการผ่าตัดรวมวิตามิน การตรวจต่อเนื่องค่ะ