Bodytite และ Vaser ต่างกันอย่างไร

ดูดไขมัน เห็นผลแบบชัดเจน
ดูดไขมัน ต้นขา
22/12/2017
ดูดไขมัน
ใครบ้างที่เหมาะกับการดูดไขมัน
26/12/2017

เรื่องอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง »ราคา  ใครที่เหมาะกับการดูดไขมัน Bodytite vs Vaser
 • การเตรียมตัวก่อนดูดไขมัน  
การดูแลตัวเองหลังดูดไขมัน • คำถาม ที่พบบ่อย(Q&A)

 


.

Bodytite และ Vaser ต่างกันอย่างไร

บทความโดย นพ. สุทธิพงษ์ ตรีรัตน์

(ห้ามคัดลอกหรือก๊อปปี้ส่วนหนึ่งส่วนใดโดยไม่ได้รับอนุญาต)

ประวัติ การดูดไขมัน

ก่อนจะไปถึงเรื่อง bodytite กับ vaser ต่างกันตรงไหน ขอเล่าประวัติศาสตร์นิดหนึ่งนะครับ ว่าการดูดไขมันถูกคิดค้นมาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1920 หรือเมื่อเกือบ 1 ร้อยปีก่อน ในประเทศฝรั่งเศส แต่ปัญหาในการทำเยอะมากในยุคนั้น เพราะไม่มีเครื่องมือใดๆ จนมาถึงปี 1982 เริ่มมีการใช้ suction หรือเครื่องดูดโดยต่อกับปั๊มลมเข้ามาช่วยในการทำงานด้วย แต่ตอนนั้นยังต้องใช้ยาสลบเพราะเจ็บมาก เลือดออกเยอะมาก แต่ก็เป็นครั้งแรกที่เริ่มรู้ว่าไขมันดูดออกได้จริง

ต่อมาแพทย์อีกท่านคือ Dr Pierre Fournier เริ่มนำยาชาเข้ามาผสมกับน้ำ ฉีดให้คนไข้ก่อนทำ เพื่อลดความเจ็บและน้ำจะช่วยแยกไขมันออกจากกันได้ง่ายขึ้น ทำให้ดูดง่ายขึ้น เป็นรากฐานของการดูดไขมันจนถึงปัจจุบัน คือมีสามอย่างในการดูดไขมัน คือใช้น้ำเกลือ ยาชาและใช้ปั๊มดูดออก  หลายคนจึงเรียกว่าเป็นการดูดไขมันแบบเก่า ซึ่งจริงๆเรียกแบบนั้นก็ไม่ถูก เพราปัจจุบัน ยังไงก็ต้องดูดไขมันด้วยวิธีนี้

ที่คิดว่ามีการวิวัฒนาการมาจากเดิม เห็นจะเป็นความรู้เรื่องการบรรเทาความเจ็บ ระหว่างทำและหลังทำ ความรู้เรื่องที่ว่าต้องใส่ชุดกระชับ  ทำให้การดูดไขมันในปัจจุบัน ลดการพึ่งยาสลบไปได้เกือบทั้งหมด สามารถทำแบบยาชาเฉพาะที่ได้ ลดอาการแทรกซ้อนลงได้เกือบทั้งหมด และ ผลการรักษาดีกว่าเดิมขึ้นมาเยอะมาก จนเราเรียกว่าการดูดไขมันยุคใหม่ คือเจ็บน้อย ช้ำน้อย ไม่ต้องนอน รพ และไม่ต้องให้เลือดหลังทำ (ใช่แล้วครับ เมื่อก่อน หลังการดูดไขมันเราต้องให้เลือดกันเลยทีเดียว)

ยุคนี้คนหนึ่งที่เป็นผู้นำเลยคือ Dr Klein ผู้คิด Tumescent Liposuction ขึ้นมา ทำให้การดูดไขมันง่ายขึ้นกว่าเดิม แต่ก็ยังคงหลักการเดิมคือ มียาชา มีน้ำเกลือ และมีเครื่องดูด

bodytite

Dr Jeffery Klien

มนุษย์ ก็เป็นแบบนี้ครับ คือวิวัฒนาการมาเรื่อยไม่อยู่นิ่ง เราถึงเป็นสายพันธุ์โฮโม ซาเปียนส์ ที่โค่นล้มสายพันธุ์อื่นๆได้ ครองโลกจนทุกวันนี้  วิวัฒนาการของการดูดไขมันก็เปลี่ยนไปเรื่อยๆ เพื่อหาวิธีที่ดูดง่ายขึ้นกว่าเดิม ลดเวลาการทำงานลงจากหลายชั่วโมงเป็นเสร็จในไม่กี่ชั่วโมง

ปี 2001 มีคนคิดอัลตราซาวด์ (ultrasound) มาช่วยย่อยสลายไขมันก่อนทำ เพื่อที่จะทำให้การทำงานง่ายขึ้นอีก เร็วขึ้นอีก บริษัท Sound Surgical Technologies เป็นผู้นำ VASER มาทำตลาดหลังจากได้รับอนุมัติจาก U.S.FDA ในปี 2002 ปัจจุบันเป็นเครื่องรุ่นที่สาม ในตลาดเมืองไทยเครื่อง VASER รุ่นสามจริงๆ ราคาหลายล้านบาทซึ่งไม่ค่อยมีคนซื้อ  แต่นิยมซื้อเครื่องเกาหลีราคาไม่กี่แสนใช้แทน ทั้งสองอย่างมีคุณภาพต่างกันมาก

yH5BAEAAAAALAAAAAABAAEAAAIBRAA7 - Bodytite และ Vaser ต่างกันอย่างไร

VASER ต้นแบบ จากอิตาลี

yH5BAEAAAAALAAAAAABAAEAAAIBRAA7 - Bodytite และ Vaser ต่างกันอย่างไร

เวเซอร์จากเกาหลีที่นิยมใช้ในประเทศไทย

เมื่อเราใช้ VASER ใส่เข้าไปใต้ผิว มันก็ปล่อยอัลตร้าซาวด์ออกมา ทำให้ไขมันย่อยออกเป็นชิ้นเล็กๆ ปนอยู่ในน้ำเกลือที่เราฉีดเข้าไปก่อนหน้านั้น แล้วจะถูกดูดออกมาพร้อมกัน การใช้ VASER นานกว่าที่กำหนดหรือใช้พลังงานที่ไม่เหมาะสม จะทำให้เกิดไขมันไหม้ตายเป็นหย่อมได้ จนเห็นเป็นคลื่นๆ รวมทั้งการที่แท่งเวเซอร์ถูกออกแบบเป็นแท่งเดี่ยว ทำให้ทิศทางการทำงานอาจจะไม่แน่นอนในแต่ละความลึก ขึ้นกับน้ำหนักมือจึงอาจไปโดนกล้ามเนื้อชั้นล่างๆได้

โดยจะเห็นได้ว่า คนที่ทำ เวเซอร์ มักจะแจ้งว่าตอนทำก็เจ็บ หลังทำยิ่งเจ็บ   แพทย์หลายท่านจึงชอบใช้เวเซอร์ร่วมกับการดมยา เพราะเรื่องเจ็บนี่แหละ

จริงๆผมเจอคนไข้ที่ทำ เวเซอร์ มาแบบสวยๆก็เยอะ ดังนั้นจะว่าอันไหนดีกว่านั้น คงไม่ได้ขึ้นกับเครื่องมืออย่างเดียว น่าจะมีปัจจัยเรื่องประสบการณ์และฝีมือแพทย์ที่ทำเป็นหลัก ส่วนตัวผมคิดว่า น่าจะทำสัก 500 เคสขึ้นไปเท่านั้นถึงจะเริ่มอยู่ตัว ยิ่งคนที่ไม่ได้ทำทุกวัน ความชำนาญจะมีน้อยลง

ดูดไขมัน Bodytite

ต่อมา มีคนค้นพบว่าการดูดไขมันเวเซอร์อย่างเดียว กลับไม่ได้แก้ปัญหาผิวหนังที่หย่อนคล้อย เพราะต้องอย่าลืมว่า คนที่มาดูดไขมันส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง ที่มีโอกาสผิวหย่อนได้มากกว่าชาย จึงมีการคิดค้น ดูดไขมันด้วย Bodytite ขึ้นมาหลังจากการค้นพบการใช้คลื่นวิทยุและความร้อนในการกระชับผิว

เครื่องกระชับผิวตัวแรกที่โด่งดังมากจนทุกคนรู้จักดีคือเทอร์มาจ (Thermage) ก็เป็นเทคโนโลยีเดียวกับบอดี้ไทท์นี่แหละ คือใช้คลื่นวิทยุและความร้อนในการกระชับผิว สมัยก่อนที่จะสามารถผลิตบอดี้ไทด์ได้นั้น ก็มี การดูดไขมัน ร่วมด้วยกับการใช้เทอร์มาจ มาตลอด คือดูดไขมันให้เรียบร้อย หลังจากนั้นสักอาทิตย์ก็นัดมายิงเทอร์มาจตามหลัง

บอดี้ไทด์เอง ถูกนำมาใช้ตั้งแต่ปี 2009 หลังการค้นพบเวเซอร์แล้วถึง 7 ปี โดยบริษัท Invasix ซึ่งทำให้หมอใช้กันทั่วโลกยกเว้นประเทศสหรัฐอเมริกา เนื่องจาก อย ของสหรัฐอเมริกาหรือ U.S FDA เห็นว่าความร้อนที่ออกจากเครื่องเพื่อหวังผลการกระชับผิวนั้น อาจก่อให้เกิดอันตรายได้ จนมาปีนี้เองหลังพัฒนามาถึงเวอร์ชั่นล่าสุด ก็ได้รับอนุมัติในที่สุด  *** ขอเน้นนะครับ ว่าบอดี้ไทท์ได้รับอนุมัติจาก อ.ยไ ทยมานานหลายปีแล้วและได้รับอนุมัติจาก U.S FDA เรียบร้อยแล้วในปี 2016

เนื่องจากตัวผมเองเป็นผู้อบรมการใช้เครื่อง Bodytite ( Certified Bodytite Trainer  ) ให้กับบริษัท Invasix มานานตั้งแต่หลังการวางตลาดใหม่ๆ  ปีที่แล้วบริษัทเคยเสนอเครื่องรุ่นใหม่ที่วางขายในสหรัฐให้ทดลองใช้ ตอนนั้นก็ยังไม่ทราบว่าเป็นอย่างไร

bodytite

ได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้ฝึกอบรมการใช้บอดี้ไทท์ ประจำประเทศไทย

จนเดือน พ.ย.2017 ผมเดินทางไปสหรัฐอเมริกาเพื่อเข้าร่วมประชุมวิชาการศัลยกรรมตกแต่ง จึงได้มีโอกาสพูดคุยกับศัลยแพทย์ที่ร่วมคิดค้นBodytiteหลายคน ก็พบว่าเครื่องในสหรัฐนั้นถูกปรับให้ใช้พลังงานต่ำ (มากกก) เพื่อความปลอดภัยแล้วหมอปรับเครื่องเองไม่ได้ด้วย หมอที่นั่นเองเขาก็บอกว่าเครื่องนอกสหรัฐนั้นดีกว่า เสียดายแทนหมอที่ทำ Bodytite เป็นแต่กลับไม่สามารถปรับพลังงานให้เหมาะสมตามประสบการณ์ตัวเอง

ประกอบกับช่วงที่ผ่านมา มีข่าวเรื่องการทำผิวไหม้หลังทำBodytiteเป็นแนวยาวบริเวณหน้าท้อง ทำให้ผมคิดว่าต่อไปควรเอาเครื่องรุ่นใหม่มาใช้จริงๆ เพื่อความปลอดภัย แม้จะแลกกับผลการรักษาที่น้อยลงก็ตาม

สรุป เวเซอร์และ บอดี้ไทท์ ต่างกันยังไง

นั่นสิ สรุปว่าดีทั้งคู่ละกัน เพราะออกแบบมาคนละอย่าง จุดประสงค์ไม่เหมือนกัน เวเซอร์เน้นการดูดออกเยอะ Bodytite เน้นกระชับผิว บางคนเลยใช้ร่วมกันเสียเลย ซึ่งอันนี้ผมไม่ค่อยเห็นด้วย เพราะทั้งคู่ต่างทำให้เกิดความร้อนกับเนื้อเยื่อ  ลำพังอย่างใดอย่างหนึ่ง หากไม่มีประสบการณ์และควบคุมดีๆ ก็ร้อนมากไปแล้ว เอามาใช้ร่วมกันเนี่ย ยังไม่มีเอกสารวิชาการใดๆรองรับสักชิ้น

โดยส่วนตัว ผมใช้ Bodytite กระชับผิวก่อน จนได้ที่ก็เปลี่ยนอุปกรณ์ระบบสั่น PAL (Power Assisted Liposuction ) เพื่อทำให้ดูดออกเยอะ แก้จุดอ่อนของบอดี้ไทท์แต่ก็ไม่อยากเอาเวเซอร์มาทำร่วมกัน เพราะกลัวความร้อนสะสมเกิน จนไหม้และผิวบุ๋มลงไปอีก  การดูดไขมันที่ดีให้สวยต้องได้ความเรียบมาด้วย ระบบสั่นที่ว่าคือ Microaire ที่ถือเป็นหนึ่งในอุปกรณ์มาตรฐานในการดูดไขมันไปแล้ว

Microaire หรือ PAL

Microaire เป็นอุปกรณ์มาตรฐานอีกชนิดหนึ่ง สำหรับการดูดไขมันยุคปัจจุบัน เนื่องจากการสั่นหรือ Vibrate ของไมโครแอร์จะช่วยทำให้ดูดไขมันออกมาก ออกเร็วมาก โดยเฉพาะบริเวณที่มีความแข็งของผังพืดเช่นกลางหลังหรือบริเวณที่เคยดูดไขมันมากก่อนแล้วต้องทำซ้ำ

yH5BAEAAAAALAAAAAABAAEAAAIBRAA7 - Bodytite และ Vaser ต่างกันอย่างไร

Microaire Liposuction

กลไกการทำงานคือการสั่นสะเทือนทำให้รอบของการดูดมันถี่ขึ้น จากการที่ต้องชักเข้าออกด้วยมือ แต่เครื่องทำให้ทำถี่มากขึ้น เปรียบเสมือนการแปรงฟันด้วยมือกับการแปรงฟันด้วยยาสีฟันไฟฟ้า ที่มีรอบการหมุนแปรงถี่กว่ามือคน ทำให้ฟันสะอาดกว่า หินปูนน้อยกว่า ใหม่ๆก็มีข้อสงสัยกันมากว่าแปรงสีฟันไฟฟ้าทำให้ฟันสึกเร็ว

ไมโครแอร์ก็เช่นกัน หลายท่านหลายเพจก็บอกว่าทำให้ช้ำมาก ช้ำนาน ซึ่งก็ไม่ได้เป็นความจริงเลย ในทางตรงข้าม ไมโครแอร์ทำให้ฟกช้ำน้อยกว่า เพราะความถี่ในการสั่นสะเทือนมีผลต่างกันในบริเวณที่มีเนื้อเยื่อต่างกันเช่นระหว่าไขมันกับกล้ามเนื้อ ทำให้เราทราบว่าจะเคลื่อนที่ไปข้างหน้าต่อหรือไม่

ประโยชน์อีกอย่างของการใช้ไมโครแอร์เสริมการทำงานคือ ผมสามารถใช้หัวแคนนูล่า (หลายคนเรียกเข็มดูด ทั้งๆที่มันหน้าตาไม่เหมือนเข็มเลยนิด) ที่มีปลายทู่ได้

yH5BAEAAAAALAAAAAABAAEAAAIBRAA7 - Bodytite และ Vaser ต่างกันอย่างไร

หัวทู่แบบหนึ่งที่เรียกว่า Basket

ปกติแคนนูล่าที่ใช้ในการดูดจะแบ่งเป็นสองแบบคือปลายแหลมและปลายทู่ หลายแหลมทำให้ทำงานสะดวก สามารถซอกซอนเข้าไปในที่ต่างๆง่าย หมอไม่ออกแรงมากนัก เมื่อเทียบกับปลายทู่ แต่ก็มีความเสี่ยงในการทิ่มทะลุเข้าชั้นกล้ามเนื้อหรือลึกว่านั้นได้ง่ายๆ (ฟังแล้วเสียวเลย ใช่ไหมครับ)

ปลายทู่ดีกว่าก็จริงแต่ทำงานได้ยาก เพราะมันปลายมันทู่ (เอ๊ะ ยังไง) ยิ่งมีขนาดใหญ่ขึ้น ยิ่งเคลื่อนไหวยาก คนไข้จะรู้สึกเจ็บ หมอเลยต้องออกแรงคอ หัวไหล่แขนมากขึ้น เพื่อกระแทกเข้าไปเกิดการล้าได้ แต่แก้ได้โดยง่าย ด้วยการใช้ไมโครแอร์นี่แหละ ทำให้ชีวิตดีขึ้นเยอะ ระบบสั่นสะเทือนทำให้มันเข้าไปในชั้นไขมันได้ง่ายๆ ซึ่งก็ต้องแลกมาด้วยราคาหลายล้านที่คลินิกต้องลงทุนเพิ่ม

อย่างไรก็ดี จะใช้อะไรดูด ยังไงก็ต้องขึ้นกับฝีมือของแพทย์แต่ละคนมากกว่า อุปกรณ์เป็นส่วนช่วย ไม่มีอุปกรณ์เลยก็ได้ เปรียบเสมือนการปั่นจักรยานแม่บ้านไปออกกำลังกายนั่นแหละ ก็ได้เหงื่อเหมือนกัน แต่ถ้าเราซื้อจักรยานแบบดีๆมีเกียร์มาใช้ มันก็ดีขึ้นกว่าเดิม แถมไปในที่ๆจักรยานแม่บ้านไปไม่ได้

ข้อดีของ Bodytite ที่ทำให้ใช้ทน (และทนใช้) จนถึงปัจจุบัน

  1. การกระชับผิว ไม่มีอะไรสู้ได้จริงๆ เพราะเขาเกิดมาเพื่อสิ่งนี้ ผิวกระชับขึ้น 30%  หากใช้บอดี้ไทท์เทียบกับ  9% หากไม่ใช้บอดี้ไทท์
  2. มีเซนเซอร์วัดพลังงานและความร้อนที่ปล่อยออกมา ปลอดภัยกว่า หากค่าพลังงานเกินเครื่องก็ตัดทิ้ง
  3. ให้พลังงานที่กระจายสม่ำเสมอ มีผลทำให้เรียบกว่า และ ไม่บาดเจ็บต่อเนื้อเยื่ออื่นๆ เลยไม่ค่อยเจ็บหลังทำ

ดูดไขมันแบบอื่นๆละ

เทคโนโลยีอื่นๆก็แบบเดียวกัน คือออกแบบมาให้ช่วยในการทำงานตามแต่ละจุดประสงค์ หลายปีก่อนมี Smart Lipo ฮิือฮามากอยู่พัก (จำได้ว่าราวๆปี พ.ศ. 2545-47) เพราะดูดีมีราคาใช้เลเซอร์สลายไขมันแล้วไม่ต้องดูดออก น่ากลัวน้อยลง แต่มาแล้วก็ไปอย่างรวดเร็ว เพราะสุดท้ายผลการรักษาคือสิ่งสำคัญ ปัญหาใหญ่ในตอนนั้นผมคิดว่าจากการที่ตั้งใจว่าจะสอดเข็มเข้าไปสลายเฉยๆแล้วปล่อยร่างกายดูดซึมไปเอง ซึ่งเมื่อติดตามผลจริงจัง มักถูกร้องเรียนจากคนไข้ว่าไม่เห็นเปลี่ยนแปลงอะไร จึงไม่ค่อยได้รับความนิยมจากหมอ

yH5BAEAAAAALAAAAAABAAEAAAIBRAA7 - Bodytite และ Vaser ต่างกันอย่างไร

Smart Lipo เวลาทำต้องใส่แว่นกันแสงเลเซอร์เข้าตาด้วย

สมาร์ทไลโปมาตายเอาจริงๆจังหลังการวางตลาดของเวเซอร์ เพราะสองเทคโนโลยีนี้ชนกันตรงที่หลักการละลายไขมันก่อนดูด แต่ปรากฏว่าของเวเซอร์ทำได้ดีกว่า หลังจากนั้นไม่ว่าเลเซอร์สำหรับดูดไขมันยี่ห้อไหนมาก็ไม่ค่อยเกิด เพราะยังหาเหตุผลที่ซื้อเลเซอร์มาช่วยดูดไขมันไม่ได้ เหตุเพราะดูดไขมันก็สู้เวเซอร์ไม่ได้ แล้วกระชับผิวก็สู้บอดี้ไทท์ไม่ได้

Water Jet liposuction

ถัดจากเลเซอร์ก็มาถึงเทคโนโลยีใช้น้ำฉีดแบบ WaterJet ที่เคยเข้าตลาดมาพักหนึ่ง ตามหลัง Smart Lipo มาแบบติดๆแล้วจากไปก่อนอย่างเงียบๆด้วยเหตุว่ามีหมอช่วยซื้ออยู่ไม่กี่คน

yH5BAEAAAAALAAAAAABAAEAAAIBRAA7 - Bodytite และ Vaser ต่างกันอย่างไร

พ่นน้ำออกไล่ไขมันแล้วดูดกลับเข้าไปใหม่

ปีสองปีนี้เข้าตลาดมาใหม่อีกรอบ ไฉไลกว่าเดิมหลังกระแสการฉีดไขมันฮือฮาขึ้นมา WaterJet กลับมาชูจุดขายใหม่คือการดูดที่นุ่มนวล เซลล์ไขมันไม่ตาย เหมาะกับการดูดไขมันเพื่อกลับมาฉีด ที่สำคัญมีระบบรองรับความปลอดเชื้อเป็นแบบระบบปิด คือดูดแล้วเอากลับเข้ามาฉีดอีกแห่งเลยทันที เหมาะสำหรับคนที่ต้องนำไขมันฉีดจำนวนมาก

อย่างไรก็ตามที่นิยมมากที่สุดในตอนนี้ คือการฉีดไขมันเขาใบหน้ามากกว่า เอาเข้าจริงๆ กลุ่มหมอที่ฉีดไขมันเข้าใบหน้า ก็มักเป็นคนละกลุ่มกับหมอที่ดูดไขมันจริงๆจังๆเพราะปริมาณการดูดออกที่ไม่เหมือนกัน

คนไข้ที่ต้องการฉีดหน้า ต้องการให้หน้าอิ่มเอิบนั้น มักจะมีรูปร่างผอมเป็นทุนเดิม ทำให้ไขมันบริเวณใบหน้าน้อย ดูไม่สดใส คนไข้กลุ่มนี้ค่อนข้างผอมและมักจะไม่ค่อยมีไขมันให้ดูดมากนัก อีกอย่างเราดูดมาเพียงแค่ 100-150 ซีซีก็เกินพอสำหรับการฉีด สามารถใช้วิธีการดูดด้วยไซริงสืเข็มฉีดยาธรรมดาๆได้ จึงแทบไม่มีความจำเป็นใดๆในการเครื่องอะไรเลยด้วยซ้ำ รวมถึงไม่มีความจำเป็นในการซื้อ WaterJet มาใช้เลย  

ต่างจากคนไข้ของผมเอง มักมีไขมันเหลือเฟือ (555) แล้วไม่ได้มีใครสนใจอยากจะฉีดเข้าไปเพิ่มอีก สรุปก็คือไม่มีความจำเป็นใด ในการวิ่งไล่ตามเทคโนโลยีตลอดเวลา แต่ละอย่างสามารถให้ผลการรักษาและผลการดูดไขมันที่ใช้ได้ หากผุ้ที่นำไปใช้ มีประสบการณ์ใช้เครื่องนั้นๆ นานเพียงพอ

คลิกที่นี่ เพื่ออ่านข้อมูลเรื่องดูดไขมันบอดี้ไทท์เพิ่มเติม

 

 

แชร์